แนะนำวิธีเจริญสติปัญญาทางธรรม

เพื่อดับกิเลสและกองทุกข์ (ฉบับย่อ)

โดย นายแพทย์เอกชัย จุละจาริตต์

(ไม่สงวนลิขสิทธิ์ทุกรูปแบบ)


คำนำ

วัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือ "แนะนำวิธีเจริญสติปัญญาทางธรรมเพื่อดับกิเลสและกองทุกข์ เล่ม ๑" คือ เพื่อเสริมความรู้ด้านการศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันจากประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติธรรมของผู้เขียน ผสมผสานกับความรู้ทางการแพทย์ และการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากหนังสือเล่มดังกล่าว มีเนื้อหามาก ไม่กระชับ ทำให้ท่านผู้อ่านต้องใช้เวลามากในการศึกษาและทำความเข้าใจ ไม่เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป ผู้เขียนจึงได้จัดทำเล่มย่อนี้ขึ้นมาแทน พร้อมทั้งปรับปรุงเนื้อหาให้ดี ครอบคลุม และกระชับมากขึ้น.

หนังสือเล่มย่อนี้ เป็นเรื่องย่อมาก ๆ ของอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สำหรับคนในยุคนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาบาลี แต่บางคำและบางประโยคมีวงเล็บไว้ให้ทราบ เพื่อช่วยให้ท่านที่รู้ภาษาบาลีสามารถเปรียบเทียบกับความหมายเดิมได้. ความหมายเดิมของคำบาลีบางคำ จะไม่ตรงกับความหมายที่ผู้เขียนนำเสนออย่างครบถ้วน เพราะเป็นการนำเสนอความหมายจากความเข้าใจและประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาในหนังสือของผู้เขียนได้โดยง่าย และไม่ควรใช้เป็นความหมายทั่วไป.

แนวทางการนำเสนอในหนังสือเล่มย่อนี้มี ๒ ขั้นตอน คือ ๑. ศึกษาและทดลองฝึกปฏิบัติธรรมตามอริยสัจ ๔ เพื่อให้เกิดการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรม(เพิ่มวิชชา)ในความจำ. ๒. ฝึกมีสติในการใช้ข้อมูลดังกล่าว(วิชชา)ที่มีอยู่ในความจำ ทำการเจริญสมาธิเพื่อหยุดความคิด สลับกับการฝึกเจริญสติเพื่อการรู้เห็น กำกับ และควบคุมความคิด ไม่ให้มีการคิดด้วยกิเลส(ดับอวิชชาและสังขารในปฏิจจสมุปบาท)อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

หลักการและวิธีการฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันที่นำเสนอในหนังสือเล่มย่อนี้ เป็นเรื่องที่ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจและนำไปทดลองฝึกปฏิบัติได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอสถานที่ ไม่ต้องรอสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องกลัวเสียสติ และฝึกได้โดยง่าย เพราะเป็นเรื่องของการฝึกเจริญสมาธิและฝึกเจริญสติสลับกันไป ตามรูปแบบที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎก.

บทความที่นำเสนอในเล่มนี้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้เขียนได้ใช้ความรู้และความสามารถที่ได้ศึกษามาจากพระอาจารย์ อาจารย์ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย และจากการเข้าใจบทความต่าง ๆ ที่คัดมาจากพระไตรปิฎก พร้อมทั้งเฟ้นหาแก่นธรรมส่วนที่คาดว่า น่าจะถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนา นำมาทดลองปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อได้รับผลและพิสูจน์ผลว่า หลักธรรมส่วนใดที่สามารถใช้ดับกิเลสและกองทุกข์ได้ก็เผยแพร่ต่อไป เพื่อจะไม่สูญหายไปกับผู้เขียน และเสริมความรู้ให้กับท่านผู้อ่านตามสมควร. ดังนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านสบายใจได้ว่า บทความของผู้เขียนจะไม่นอกลู่นอกทางจนเกินไป และขอถือโอกาสนี้ กราบระลึกถึงพระคุณของท่านทั้งหลายที่ได้ให้ความรู้แก่ผู้เขียน ด้วยความเคารพอย่างสูง.

ในการอ่านหนังสือเล่มนี้ โปรดอย่าใช้ข้อมูลความเชื่อมาประกอบการพิจารณา เพราะจะทำให้ท่านสับสน และไม่ควรเชื่อเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน เพราะผู้เขียนยังมีการพัฒนาข้อมูลทางธรรมอยู่เสมอ แต่ขอให้ท่านใช้สติปัญญาของท่านในการศึกษาอย่างเปิดใจ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวเนื้อหาที่มีประโยชน์ไว้ และทดลองฝึกปฏิบัติธรรมดู เพื่อพิสูจน์ว่า ท่านเองก็สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้จริง ตามสมควรกับความรู้และความสามารถด้านสติปัญญาทางธรรมที่ท่านกำลังมีอยู่ในขณะนั้น ๆ.

ผู้เขียนกราบขออภัย/ขออภัยด้วย ที่ความหมายและเนื้อหาบางส่วนที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในหนังสือ เทปบันทึกเสียง การบรรยายต่าง ๆ ไปแล้ว ไม่ตรงกับความหมายและเนื้อหาในหนังสือเล่มย่อนี้ เพราะผู้เขียนกำลังพัฒนาสติปัญญาทางธรรมไปเรื่อย ๆ อย่างไม่จบสิ้น จึงขอความกรุณาให้ท่านผู้อ่าน ได้โปรดใช้ความหมายและเนื้อหาตามหนังสือเล่มสุดท้ายของผู้เขียนเป็นหลักเสมอ.

โปรดอย่าอ่านข้าม ๆ แต่ท่านควรอ่านช้า ๆ ทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน และฝึกปฏิบัติธรรมในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพิสูจน์ผลทีละขั้นตอนไปเรื่อย ๆ.

เพื่อความไม่ประมาท เมื่ออ่านและฝึกปฏิบัติธรรมตามคำแนะนำจนจบสิ้นแล้ว ท่านก็ควรศึกษาหาความรู้ต่อไป เพราะไม่มีใครบอกท่านได้เลยว่า เรื่องที่ท่านได้ศึกษามาแล้วนั้น มีเนื้อหาของอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องและครบถ้วน เนื่องจากท่านที่รู้จริงคือ พระพุทธเจ้า ซึ่งได้ปรินิพพานไปนานแล้ว.


สารบัญ


ความทุกข์(ทุกข์)
สาเหตุของความทุกข์ทางจิตใจ(สมุทัย)
ความดับทุกข์(นิโรธ)
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์(มรรค)
--------หลักการและวิธีฝึกเจริญสมาธิ
--------หลักการและวิธีฝึกเจริญสติปัญญาทางธรรม
--------องค์ประกอบที่ ๑. ฝึกมีสติอยู่ที่ฐานหลักของสติอย่างต่อเนื่อง
--------องค์ประกอบที่ ๒. ฝึกรู้เห็นความคิดและการกระทำต่าง ๆ ว่ามีกิเลสเจือปนหรือไม่
--------องค์ประกอบที่ ๓. ฝึกควบคุมความคิดและการ
------- กระทำต่าง ๆ ไม่ให้มีกิเลสเจือปน
--------องค์ประกอบที่ ๔. ฝึกพิจารณาธรรม
--------องค์ประกอบที่ ๕. ฝึกใช้สติปัญญาทางโลกและ
------- สติปัญญาทางธรรมควบคู่กันไป
สรุป


***************

 

แนะนำวิธีเจริญสติปัญญาทางธรรม

เพื่อดับกิเลสและกองทุกข์ (ฉบับย่อ)

 

มนุษย์ทุกคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ ต่างก็ไม่ต้องการมีความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องขวนขวายที่จะดับความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดของชีวิต เพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นเช่นนั้นเอง.

วิทยาการด้านการดับความทุกข์ทางร่างกายในขณะนี้ ได้มีการพัฒนาไปแล้วอย่างมากมาย จึงช่วยให้ความทุกข์ทางร่างกายของคนส่วนใหญ่ลดลงไปมาก แต่ดูเหมือนว่า ความทุกข์ทางจิตใจกลับมีมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ขาดการเอาใจใส่ในเรื่องการพัฒนาจิตใจของตนเอง เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส ห่างไกลจากกิเลสและกองทุกข์(กองทุกข์ = ความทุกข์ต่าง ๆ ทางจิตใจ).

ปุถุชนเมื่อมีความทุกข์ทางจิตใจเกิดขึ้น ก็มักจะคิดหาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ในการดับความทุกข์ทางจิตใจของตนเอง. บางคนก็สามารถดับความทุกข์ทางจิตใจได้อย่างถูกวิธี โดยไม่ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น แต่บางคนดับความทุกข์ทางจิตใจอย่างไม่ถูกวิธี จึงทำให้เกิดการเบียดเบียนหรือเพิ่มความทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว.

การเจริญสติปัญญาทางธรรม คือ การพัฒนาจิตใจของตนเองตามหลักการและวิธีการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำได้โดยการศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมตามอริยสัจ ๔ อย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรม(ข้อมูลอริยสัจ ๔)ในความจำ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการดับกิเลสและกองทุกข์ให้หมดไปจากจิตใจอยู่ตลอดเวลา.

หลักการสำคัญในการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ มีความตั้งใจ(มีสติ)และมีความเพียร ในการศึกษาทุกประโยคและทุกขั้นตอนอย่างจริงจัง ด้วยการพิจารณาอย่างละเอียด(โยนิโสมนสิการ) โดยไม่ใช้ความหลงเชื่อแม้แต่นิดเดียว เพื่อให้เกิดสติปัญญาทางธรรม เพราะความหลงเชื่อไม่ทำให้เกิดสติปัญญาทางธรรมตามความเป็นจริง.

เมื่อท่านทำความเข้าใจได้ดีตามสมควรแล้ว จึงทดลองฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันตามรูปแบบที่นำเสนอ พร้อมทั้งสังเกตผลของการปฏิบัติธรรม ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ว่า สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้จริง รวดเร็วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด. ถ้าได้รับผลดีแล้ว จึงค่อยเชื่อถือและนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันต่อไป.

พระพุทธเจ้าตรัสรู้และตรัสสอนอริยสัจ ๔ เพื่อดับกิเลสและกองทุกข์

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ และตรัสสอนอริยสัจ ๔ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมตามอริยสัจ ๔ สามารถดับกิเลส ดับกองทุกข์ และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการพัฒนาจิตใจจากความเป็นปุถุชน ให้มาเป็นบุคคลที่ประเสริฐ(อริยบุคคล).

อริยสัจ ๔ เป็นเรื่องของการศึกษาร่างกายและจิตใจของตนเองตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน เพื่อให้รู้แจ้งชัดตามความเป็นจริงในเรื่องของความทุกข์ สาเหตุของความทุกข์ ความดับทุกข์ และทาง(วิธี)ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ พร้อมทั้งปฏิบัติตนตามรูปแบบของบุคคลที่ประเสริฐ. การศึกษาเช่นนี้ จึงเป็นการศึกษาความเป็นจริงในธรรมชาติของความทุกข์ในชีวิตปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อที่งมงายแต่ประการใด.

อีกส่วนหนึ่งของเรื่องอริยสัจ ๔ จึงเปรียบเหมือนวิชาการด้านจิตวิทยาและสุขภาพจิต เพราะเป็นวิชาการที่สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟูจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์ โดยมีหลักการและวิธีการที่ง่าย ๆ แต่ให้ผลดีเยี่ยม.

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงอันประเสริฐที่มนุษย์ทุกชาติ ทุกศาสนาย่อมศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมตามอริยสัจ ๔ ได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับการศึกษาเล่าเรียนทั่วไป เพราะอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องของหลักการและวิธีการในการควบคุมความทุกข์และพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ซึ่งไม่ขัดกับประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาใด ๆ ทั้งนั้น.

อริยสัจ ๔ เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้โดยง่าย และให้ผลทันทีที่ลงมือฝึกปฏิบัติ

ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ(อริยสัจ ๔) เป็นเรื่องที่คนปกติทุก ๆ คนในโลกนี้ สามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้โดยใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ครั้นเมื่อนำมาทดลองฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ก็จะได้รับผลและสามารถพิสูจน์ผลได้ทันที โดยไม่จำกัดกาลเวลา. ดังนั้น ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ จึงไม่ใช่เรื่องของความหลงเชื่อหรืองมงายแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องของความจริงในธรรมชาติของร่างกายและจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์ทางจิตใจนี่เอง.

ถ้าท่านศึกษาอริยสัจ ๔ อย่างถูกทาง ท่านก็จะสามารถเริ่มดับกิเลสและกองทุกข์ได้ในทันทีที่ท่านลงมือฝึกปฏิบัติธรรม แต่จะกลับกลายเป็นเรื่องยากมาก ๆ และได้ผลน้อย ถ้าท่านศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมอย่างผิดทาง หรือไม่ตรงประเด็น.

เมื่อท่านศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมจนได้ผลดีตามสมควรแล้ว ท่านจะรู้เห็นและพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่า หลักการและวิธีการในการปฏิบัติธรรมเพื่อดับกิเลสและกองทุกข์ตามมรรคมีองค์ ๘ ในอริยสัจ ๔ นั้น เป็นเรื่องไม่ยากเลย เปรียบเหมือน "หญ้าปากคอก" ของคนไทยจริง ๆ.

ส่วนใหญ่ของเนื้อหาในอริยสัจ ๔ มีอยู่แล้วในความจำของท่านเอง ครั้นเข้าใจเนื้อหาของอริยสัจ ๔ ที่ผู้เขียนนำเสนอเพิ่มเติม เพื่อเสริมความรู้ของท่าน ท่านก็จะสามารถฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้โดยง่าย เป็นผลให้กิเลสและกองทุกข์ของท่านลดลงหรือดับไปในทันทีที่ลงมือฝึกปฏิบัติธรรม โดยไม่ต้องรอผลที่ชาติหน้าเลย เพราะการดับกิเลสและกองทุกข์ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ที่ท่านสามารถรู้เห็นและพิสูจน์ได้ด้วยตนเองในทุก ๆ ขั้นตอน.

 

อริยสัจ ๔ อย่างย่อและง่าย ๆ

บทความในหนังสือเล่มย่อนี้ เป็นเรื่องของการแนะนำวิธีเจริญสติปัญญาทางธรรมตามความจริงอันประเสริฐ(อริยสัจ ๔) ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างย่อและง่าย ๆ ซึ่งน่าจะเหมาะกับคนในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นเรื่องของการซักซ้อมและทำความเข้าใจเบื้องต้นของเรื่องอริยสัจ ๔ กับท่านผู้อ่าน.

ครั้นเมื่อท่านได้รับผลจากการฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันและมีศรัทธาตามสมควรแล้ว จึงค่อยศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมตามอริยสัจ ๔ อย่างเต็มรูปแบบในหนังสือเล่มต่อไป.

หัวข้อหลักของอริยสัจ ๔ ประกอบด้วยเรื่อง ๑. ความทุกข์(ทุกข์) ๒. สาเหตุของความทุกข์(สมุทัย) ๓. ความดับทุกข์(นิโรธ) ๔. ทาง(วิธี)ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์(มรรค)เรียงตามลำดับ. หนังสือเล่มนี้ จะเน้นให้ท่านรู้จักสาเหตุของความทุกข์ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันด้วยตัวของท่านเอง เพื่อดับสาเหตุของความทุกข์ได้ตรงประเด็น.

ท่านควรทำความเข้าใจในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ให้ชัดแจ้งในทุกขั้นตอน แล้วฝึกเจริญสมาธิเพื่อการหยุดความคิด พักผ่อนร่างกาย และพักสมองอย่างมีสติ สลับกับการฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำ พร้อมทั้งใช้ข้อมูลดังกล่าวในการรู้เห็น กำกับ และควบคุมความคิด(จิตใจ) รวมทั้งการกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจของท่านเอง ให้เป็นไปตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา(โอวาทปาฏิโมกข์) คือ ไม่ให้คิดอกุศล(ไม่ให้คิดด้วยกิเลส)และไม่ให้ทำอกุศล แต่ให้คิดและทำแต่กุศลให้ถึงพร้อม และรักษาจิตใจให้มีความบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง.

ท่านควรฝึกตรวจสอบผลของการฝึกปฏิบัติธรรมในทุกขั้นตอนว่า สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้จริง ท่านก็จะมีความมั่นใจว่า ได้ฝึกปฏิบัติธรรมถูกทางแล้ว.

เรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ ท่านต้องมีความเพียรพยายามในการฝึกเจริญสมาธิสลับกับการฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา ไม่นานนัก ท่านก็จะมีความชำนาญในการดับกิเลสและกองทุกข์ที่ไม่รุนแรงได้อย่างรวดเร็วคล้ายอัตโนมัติ.

 

๑. ความทุกข์(ทุกข์)

มนุษย์ที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมมีความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจด้วยกันทุกคน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่เหตุปัจจัย.

ความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่พึงมีด้วยกันทั้งนั้น. ความทุกข์ทางร่างกายที่มากเกินไป ต้องใช้ความรู้ทางร่างกายหรือทางโลกในการบำบัดรักษา. ความทุกข์ทางจิตใจที่มากเกินไป ต้องใช้ความรู้ทางจิตใจหรือทางธรรมในการบำบัดรักษา.

ท่านที่มีความรู้และความสามารถในการดับความทุกข์ทางร่างกายและดับความทุกข์ทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันได้ดี ก็จัดว่า เป็นบุคคลที่มีสติปัญญากว้างขวางทั้งทางโลกและทางธรรม จึงทำให้ชีวิตมีคุณภาพสูง.

เมื่อท่านใช้ความรู้และความสามารถทางธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา(ตามโอวาทปาฏิโมกข์)ได้ดีตามสมควร ก็ถือว่า ท่านเป็นบุคคลที่มีความประเสริฐ(อริยบุคคล)ในระดับต่าง ๆ ตามกำลังความรู้และความสามารถทางธรรมของท่านที่มีอยู่ในขณะนั้น ๆ.

เพื่อให้ท่านเข้าใจเนื้อหาของอริยสัจ ๔ อย่างเป็นขั้นตอน จึงขอให้ท่านทำความเข้าใจเรื่องความทุกข์ทางจิตใจเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่สุด มีเนื้อหาที่สั้นและตรงไปตรงมา.

ความทุกข์ที่ดับได้ด้วยการปฏิบัติธรรม

เรื่องราวของความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงประสบความสำเร็จในการดับความทุกข์ทางพระทัยของพระองค์เองได้อย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเรื่องของความทุกข์ทางจิตใจ. สำหรับเรื่องของความทุกข์ทางร่างกายนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีความทุกข์ทางพระวรกายเช่นเดียวกันกับทุก ๆ ท่าน แต่ทรงไม่มีความทุกข์ทางพระทัยซ้ำเติมอีกเลย เพราะทรงสามารถรู้เห็นความคิด กำกับความคิด และควบคุมความคิดของพระองค์เอง ไม่ให้มีข้อมูลด้านกิเลสเจือปนหรือไม่ให้มีตัณหาเกิดในพระทัยได้อย่างต่อเนื่อง.

ความ ทุกข์ คือ ความรู้สึกไม่สบายที่กาย หรือที่ใจ หรือทั้งกายและใจ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้ข้อมูลด้านกิเลสที่มีอยู่ในความจำ(อาสวะ=กิเลสที่ หมักดองอยู่ในสันดาน)มาประกอบการคิดและพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน.

ตัวอย่างของความทุกข์ที่ดับได้ด้วยการปฏิบัติธรรมอาจแบ่งย่อ ๆ เป็น ๓ แบบ ได้แก่ :-

แบบที่ ๑. ความทุกข์ภายในจิตใจ คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางจิตใจที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความคิดเจือปนด้วยกิเลสหรือคิดด้วยกิเลส เช่น ขณะมีความเครียด กลุ้มใจ ขุ่นมัว เศร้าหมอง ซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่าย น้อยใจ ขัดเคือง คับแค้น โกรธ พยาบาท ลุ่มหลง ไขว่คว้า เป็นต้น ซึ่งอาการต่าง ๆ ดังกล่าว เกิดจากขณะนั้น กำลังมีการคิดด้วยกิเลส และกำลังมีความทุกข์ทางจิตใจ.

แบบที่ ๒. ความทุกข์ภายในจิตใจที่แสดงอาการออกมาทางร่างกาย คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ แต่มีความรุนแรงจนถึงขั้นแสดงออกมาทางกิริยาอาการและคำพูด เช่น มีอาการกระสับกระส่าย ร้องไห้ คร่ำครวญ รำพึงรำพัน พูดเพ้อเจ้อ พูดดุดัน หน้านิ่ว คิ้วขมวด ก้าวร้าว ทำลายสิ่งของ ทำร้ายตนเอง แย่งชิงทรัพย์สินของผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น.

อาการที่แสดงออกทางร่างกายและคำพูดต่าง ๆ เกิดจากขณะนั้น กำลังมีการคิดด้วยกิเลสอย่างรุนแรง ทำให้มีความทุกข์ทางจิตใจมาก จนไม่สามารถเก็บความรู้สึกเป็นทุกข์ไว้ในใจได้ ต้องแสดงออกมาทางร่างกายเพื่อลดความทุกข์ทางจิตใจเป็นการชั่วคราว เช่น บางคนมีความทุกข์จากการคิดพยาบาทจนทนไม่ไหว ถึงกับต้องทำร้ายร่างกายผู้อื่น เพื่อลดความทุกข์ใจของตนเอง เป็นต้น.

แบบที่ ๓. ความทุกข์ทางร่างกายที่สืบเนื่องมาจากการมีความทุกข์ทางจิตใจ คือ ความไม่สบายของร่างกายหรือความเจ็บป่วยของร่างกายที่มีสาเหตุโดยตรงจากความทุกข์ทางจิตใจ. ความทุกข์ทางจิตใจอาจทำให้เกิดความทุกข์ทางร่างกายซ้ำเติมขึ้นมาอีก เช่น มีอาการปวดศรีษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องผูก ร่างกายผ่ายผอม หมดแรง อ่อนแอ ปวดเมื่อย หายป่วยช้า ผมร่วง ใจสั่น หายใจไม่เต็มอิ่ม เจ็บที่หัวใจ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลม นอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งอาการเจ็บป่วยของร่างกายที่แสดงออกนั้น เกิดจากช่วงนั้น กำลังมีการคิดด้วยกิเลส และกำลังมีความทุกข์ทางจิตใจ.

ความทุกข์ทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากการมีความทุกข์ทางจิตใจนั้น เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของมนุษย์ เพราะร่างกายและจิตใจมีการเชื่อมโยงกันโดยตรง จึงแยกออกจากกันไม่ได้. เมื่อมีความทุกข์ทางจิตใจเกิดขึ้น สมองจะโยงใยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ จนถึงขั้นเกิดการเจ็บป่วยทางร่างกายได้.

เมื่อท่านศึกษาและพิจารณาอย่างละเอียดต่อไป ท่านก็จะสามารถรู้เห็นและพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่า ความทุกข์ทั้ง ๓ แบบมีสาเหตุมาจากความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส จะด้วยเจตนาคิด(ตั้งใจคิด)หรือไม่ได้มีเจตนาคิด(คิดฟุ้งซ่าน)ก็ตาม และเป็นความทุกข์ที่ท่านสามารถใช้หลักการและวิธีการในพระพุทธศาสนาดับได้อย่างดีเยี่ยม.

ท่านควรเพียรพยายามที่จะฝึกป้องกันความทุกข์และฝึกดับความทุกข์ภายในจิตใจ(แบบที่ ๑)ให้รวดเร็วที่สุด หรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเลย. ถ้าเกิดความทุกข์ขึ้นแล้ว ก็อย่าปล่อยให้ความทุกข์มีความรุนแรงจนถึงขั้นแสดงอาการออกมาทางร่างกาย(แบบที่๒). อย่าปล่อยให้เกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดความทุกข์ทางร่างกายที่สืบเนื่องมาจากความทุกข์ทางจิตใจ(แบบที่ ๓). การดับความทุกข์ภายในจิตใจ(แบบที่๑) จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการดับกองทุกข์.

หลักการในการดับเพลิงทุกข์ก็เช่นเดียวกันกับการดับเพลิงทั่วไป กล่าวคือ ควรป้องกันเพลิง แต่ถ้าเกิดเพลิงไหม้ขึ้นแล้ว ต้องรีบดับต้นเพลิงตั้งแต่แรกเริ่มให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้เพลิงลุกลามจนเกิดความเสียหายมากมายแล้วจึงลงมือดับ.

 

Homepage(index)

๒. สาเหตุของความทุกข์ทางจิตใจ(สมุทัย)

ความทุกข์ทางจิตใจเกิดจากความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส ถ้าไม่คิดก็จะไม่มีความทุกข์ เช่น ขณะนอนหลับสนิท(ไม่ฝัน) ท่านจะไม่มีการคิด จึงทำให้ไม่มีความทุกข์ทั้งปวง.

ความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ แต่ความคิดที่ไม่เจือปนด้วยกิเลส จะไม่ทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ.

การจะเข้าใจสาเหตุของความทุกข์ทางจิตใจได้ดีนั้น ท่านควรทำความเข้าใจเนื้อหาของแต่ละเหตุปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความทุกข์เสียก่อน เพื่อที่ท่านจะได้ดับสาเหตุของความทุกข์ได้ตรงประเด็นต่อไป.

กิเลส

กิเลส คือ สิ่ง(ความรู้สึกนึกคิดและความจำ)ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง(ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส) หรือความชั่ว ซึ่งประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เจือปนอยู่ในจิตใจ หรือเจือปนอยู่ในความจำ(สัญญา) ความคิด(สังขาร) ความรู้สึก(เวทนา) และสามารถรู้เห็นได้ทางใจ(มโนวิญญาณ) จึงทำให้จิตใจขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ และเป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นความชั่ว(เป็นอกุศล) เป็นผลให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อมูลด้านกิเลสในความจำและความคิดที่ปรุงแต่งด้วยกิเลสในขณะนั้น ๆ.

รากเหง้าของกิเลสประกอบด้วยอกุศล ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมีเนื้อหาย่อ ๆ ดังนี้ :-

ความโลภ(โลภะ) คือ การมีความอยากมาก จนเกินความพอเหมาะพอควร(มิใช่ทางสายกลาง) จึงทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจมากกว่าระดับปกติ. ความอยากอย่างรุนแรง จนทำให้จิตใจดิ้นรนด้วยความทะยานอยาก เรียกว่า "ตัณหา".

ความโลภอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ แบบ เพื่อให้คล้องจองกับตัณหา มีดังนี้ :-

แบบที่ ๑. ความโลภแบบอยากเสพ คือ การมีความอยากเสพกามมาก จนเกินความพอเหมาะพอควร ได้แก่ความอยากเสพกามด้วยการรับรู้ข้อมูลที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส จะเป็นทางใดทางหนึ่งหรือหลาย ๆ ทางก็ได้ เช่น มีความอยากมากที่จะเห็นสิ่งที่สวยงามทางตา ฟังเสียงที่ไพเราะทางหู ดมกลิ่นที่หอมทางจมูก ลิ้มรสที่อร่อยทางลิ้น สัมผัสของที่นุ่มนวลทางกาย เป็นต้น. ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะเสพกามอย่างรุนแรง เรียกว่า กามตัณหา.

แบบที่ ๒. ความโลภแบบอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือ การมีความอยากมากที่จะได้ จะมี จะเป็น จนเกินความพอเหมาะพอควร เช่น อยากจะได้ลาภมาก อยากจะมีทรัพย์สมบัติมาก อยากเป็นคนมีอายุยืนมาก เป็นต้น. ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะได้ จะมี จะเป็นอย่างรุนแรง เรียกว่า ภวตัณหา.

แบบที่ ๓. ความโลภแบบอยากที่จะไม่ได้ อยากที่จะไม่มี อยากจะไม่เป็น คือ การมีความอยากมากที่จะไม่ได้ จะไม่มี จะไม่เป็น จนเกินความพอเหมาะพอควร เช่น อยากที่จะไม่ได้รับสิ่งที่ตนไม่ชอบ อยากที่จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อยากที่จะไม่เป็นคนพิการ อยากที่จะไม่แก่ อยากที่จะไม่พลัดพรากจากคนที่ตนรัก เป็นต้น. ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่ได้ จะไม่มี จะไม่เป็น อย่างรุนแรงเช่นนี้ เรียกว่า วิภวตัณหา.

ความต้องการเป็นอย่างมากที่จะไม่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่รับรู้ได้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่น ไม่อยากเห็นสิ่งที่ไม่สวยงาม ไม่อยากได้ยินเสียงที่ไม่ไพเราะ ไม่อยากได้กลิ่นที่ไม่หอม ไม่อยากลิ้มรสที่ไม่อร่อย ไม่อยากสัมผัสกับของที่ไม่นุ่มนวล ซึ่งตรงกันข้ามกับกามตัณหา ก็จัดไว้ในแบบที่ ๓ นี้ด้วย. ที่ไม่ได้แยกออกมาอีกแบบหนึ่ง เพราะไม่ใช่เรื่องของกามคุณ แต่เป็นเรื่องของการไม่อยากรับรู้ข้อมูลบางอย่างเท่านั้นเอง.

เมื่อท่านทำความเข้าใจเรื่องของความโลภและตัณหาทั้ง ๓ แบบแล้ว ท่านอาจจำความหมายของความโลภอย่างย่อ ๆ ว่า ความโลภ คือ ความอยากจนเกินความพอเหมาะพอควรที่ จะได้รับรู้หรือเสพข้อมูลทางตา หู จมูก ลิ้น กาย(เสพกามคุณ ๕) หรือที่จะให้เป็นไปตามที่ตนมีความปรารถนา จนถึงขั้นเบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม หรือทำให้เกิดความทุกข์.

ความโกรธ(โทสะ) คือ ความไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนเกินความพอเหมาะพอควร ถึงขั้นเบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดความคิดที่อึดอัดใจ ขัดเคือง เกลียด โกรธ แค้นเคือง พยาบาท ประทุษร้าย ทำลาย เช่น อยากร่ำรวยมากจนต้องแย่งชิงทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน ครั้นเจ้าทรัพย์ขัดขืน ก็เกิดความโกรธมากและลงมือทำร้าย ส่วนคนที่ไม่อยากให้ใครดูถูกเป็นอย่างมาก ครั้นโดนดูถูกเข้าหน่อยเดียว ก็เกิดความโกรธขึ้นมาได้โดยง่าย เป็นต้น.

ความหลง(โมหะ,อวิชชา) คือ ความไม่รู้แจ้งชัดตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ(มีอวิชชา) จึงไม่สามารถรู้เห็นความคิด กำกับความคิด และควบคุมความคิดรวมทั้งการกระทำต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักธรรมในอริยสัจ ๔ ได้.

ความคิดและการกระทำต่าง ๆ เพื่อดับความทุกข์ทางจิตใจ ที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับอริยสัจ ๔ รวมทั้งความคิดที่เจือปนด้วยความหลงเชื่อ ต่างก็เป็นความหลงเช่นกัน.

เมื่อมีข้อมูลสำหรับดับความทุกข์ทางจิตใจอยู่ในความจำที่ไม่ตรงกับเนื้อหาของอริยสัจ ๔ (มีข้อมูลด้านความหลง) จึงทำให้เกิดความคิดและการกระทำต่าง ๆ เพื่อดับความทุกข์ที่ไม่ตรงตามหลักการและวิธีปฏิบัติธรรมในอริยสัจ ๔ เป็นผลให้ท่านผู้นั้นไม่สามารถดับกิเลสและความทุกข์ทางจิตใจได้อย่างตรงประเด็น และอาจทำให้มีความทุกข์ทางจิตใจมากขึ้นอีกโดยไม่รู้ตัว.

ความหลงหรือความหลงเชื่อ เกิดขึ้นจากการจดจำข้อมูลต่าง ๆ เพื่อดับความทุกข์ทางจิตใจ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการดับความทุกข์ทางจิตใจ โดยไม่ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเองเสียก่อน เช่น หลงเชื่อและจดจำข้อมูลเรื่องโชคลาง ของขลัง ดวงชะตาราศี ทรงเจ้าเข้าผี ตัดกรรม รดน้ำมนต์ ต่อชีวิต บนบานศาลกล่าว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ รวมทั้งทำบุญทำทานเพื่อให้พ้นทุกข์ เป็นต้น.

คำว่า "หลง" ที่เรานิยมใช้กันทั่วไปในยุคปัจจุบัน เช่น หลงอาหาร หลงสัตว์เลี้ยง หลงเครื่องประดับ หลงโทรทัศน์ หลงเพลง หลงดารา หลงงาน หลงทรัพย์สมบัติ จัดเข้าไว้ในกลุ่มของความโลภในการรับข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความโลภในการเสพข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลง(อวิชชา)นั่นเอง.

ความโลภ ความโกรธ ความหลง(อวิชชา) จึงเป็นรากเหง้าของกิเลส(อกุศล) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ โดยมีความหลง(อวิชชา)เป็นหัวหน้าใหญ่ ติดตามด้วยความโลภ และความโกรธตามลำดับ. การจะดับกิเลสทั้ง ๓ กลุ่มนี้ได้นั้น จำเป็นจะต้องใช้ความรู้และความสามารถในอริยสัจ ๔ (มีวิชชา)เท่านั้น จึงจะสามารถดับความหลง(ดับอวิชชา) และดับความคิดที่เจือปนด้วยข้อมูลด้านกิเลสได้ตรงประเด็น.

การมีความคิดหรือมีการกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจ ที่เจือปนด้วยกิเลสซ้ำแล้วซ้ำอีก จะทำให้มีการจดจำข้อมูลด้านกิเลสได้มากขึ้นและนานขึ้นด้วย.

ท่านที่มีข้อมูลด้านกิเลสในความจำมาก จะเป็นผลให้มีความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสมากขึ้นตามสัดส่วน. ในระยะยาว อาจกลายเป็นคนมีนิสัยชอบเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ครอบครัว สังคม สัตว์ และสิ่งแวดล้อมได้โดยง่ายและมากด้วย.

ความโกรธเป็นกิเลสที่หยาบที่สุด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากความโลภ. ถ้าไม่มีความโลภ ก็มักจะไม่มีความโกรธ ดังนั้น การจะดับความโกรธ จึงควรดับที่ความโลภ. ความโลภเกิดขึ้นจากความหลง ถ้าไม่มีความหลง ก็จะไม่มีความโลภและไม่มีความโกรธ. การจะดับความโลภและความโกรธ จึงต้องดับที่ความหลง. การดับที่ความหลง(ดับอวิชชา) จะทำให้สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้ดีที่สุด.

ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเรื่องของจิตใจ(นามธรรม) คือ เป็นได้ทั้งความรู้สึก(เวทนา) ความจำ(สัญญา) ความคิด(สังขาร) และถูกรับรู้ได้ทางใจ(รับรู้ทางมโนวิญญาณ) ในที่นี้ เรียกรวมย่อ ๆ ว่า "ความรู้สึกนึกคิดและความจำที่เจือปนด้วยกิเลส" ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ(จิตใจประกอบด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองตามปกตินี่เอง. เมื่อใดที่สมองเสื่อม การทำงานดังกล่าวก็จะลดลง และเมื่อสมองตาย การทำงานดังกล่าวก็จะหมดไป.

ตัณหา คือ ภาวะของจิตใจที่มีความอยากอย่างรุนแรง จนถึงขั้นมีความทะยานอยากที่จะได้ จะมี จะเป็น ตามความโลภ ความโกรธ ความหลง.

เมื่อใดที่มีการคิดด้วยกิเลส เมื่อนั้นตัณหาก็จะเกิดขึ้นทันที และเมื่อหยุดการคิดด้วยกิเลส เมื่อนั้น ตัณหาก็จะดับไปทันที. กิเลสและตัณหาจึงเป็นเรื่องของจิตใจ(เป็นนามธรรม) ซึ่งเป็นได้ทั้งความคิด(สังขาร) ความรู้สึก(เวทนา) ถูกจดจำ(สัญญา) และรับรู้ได้ทางใจ(วิญญาณ).

หน้าที่ของผู้ฝึกปฏิบัติธรรม คือ จะต้องมีความตั้งใจและมีความเพียรฝึกตนเองอย่างต่อเนื่อง ที่จะไม่ให้มีการคิดด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง เพื่อไม่ให้เกิดตัณหา จนเกิดความชำนาญ หรือสามารถทำได้อย่างรวดเร็วคล้ายอัตโนมัติ. การจะทำเช่นนี้ได้นั้น จะต้องดับความหลง(อวิชชา)ให้ลดน้อยลงได้ในระดับหนึ่งแล้ว.

ข้อมูลด้านต่าง ๆ ในความจำ

ธรรมชาติของสมองมนุษย์จะมีข้อมูลด้านต่าง ๆ อยู่ในความจำเป็นจำนวนมากมาตั้งแต่เกิด. ครั้นเติบโตขึ้น ต้องเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งจดจำไว้เป็นข้อมูลด้านต่าง ๆ สำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อการมีชีวิตรอดได้อย่างปลอดภัย.

เพื่อให้เกิดความสะดวกในการชี้แจงเรื่องความจำ จึงขอแบ่งกลุ่มของข้อมูลต่าง ๆ ที่จดจำไว้ในสมองเป็น ๔ ด้าน ดังนี้ :-

๑. ข้อมูลด้านกิเลส เช่น ข้อมูลด้านโลภะ โทสะ โมหะ.

๒. ข้อมูลด้านธรรม เช่น ข้อมูลด้านอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ.

๓. ข้อมูลด้านวิชาการ เช่น ข้อมูลด้านการศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพ.

๔. ข้อมูลด้านอื่น ๆ ได้แก่ข้อมูลต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวถึงแล้ว เช่น ข้อมูลในการทำกิจวัตรประจำวัน งานอดิเรกต่าง ๆ เป็นต้น.

คนปกติจะมีข้อมูลทั้ง ๔ ด้านที่ได้กล่าวแล้วอยู่ในความจำ. ข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่มีอยู่ในความจำนี่เอง ที่มีอิทธิพลต่อการคิดและการกระทำโดยตรง.

เมื่อมีข้อมูลด้านใดอยู่ในความจำเป็นจำนวนมาก โอกาสจะคิดด้วยข้อมูลด้านนั้นย่อมมีมากตามไปด้วย เช่น คนที่ขี้โมโหจะมีข้อมูลกิเลสด้านโทสะมาก และมักจะคิดโกรธผู้อื่นได้โดยง่าย คนที่มีข้อมูลด้านการบ่นมาก มักจะคิดบ่นอยู่ในใจเสมอและบ่นได้ง่าย คนที่มีข้อมูลด้านธรรมมาก มักจะเป็นคนคิดดี ทำดี พูดดี และมีศีลธรรม คนที่มีข้อมูลด้านวิชาการมาก มักจะชอบคิดและแสดงออกทางวิชาการ เป็นต้น.

ความคิดเป็นหัวหน้าของการกระทำต่าง ๆ

ความคิดเป็นหัวหน้าของการกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจ เช่น เมื่อมีการคิดและเจตนาว่าจะทำอะไร สมองก็จะทำงานตามเจตนานั้น ๆ ทันที.

เมื่อคิดดี(คิดกุศล)หรือคิดด้วยหลักธรรม จะทำให้การกระทำทางกาย วาจา ใจ ดี(ทำกุศล) ความรู้สึกสุขสงบก็จะเกิดตามมาด้วย เช่น คนที่มีความเมตตา มักจะคิดสงสารคนที่มีความทุกข์และลงมือให้ความช่วยเหลือ(กรุณา)แก่คนนั้นแบบให้เปล่า ซึ่งเป็นการคิดและการกระทำที่มีความบริสุทธิ์ ยังผลให้เกิดความสบายใจที่ได้ทำกุศล และไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ.

เมื่อมีการคิดชั่ว(คิดอกุศล)หรือคิดด้วยกิเลส การกระทำทางกาย วาจา ใจ ย่อมชั่ว(ทำอกุศล)ไปด้วย และความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นตามมา เช่น คิดเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมเกิดการกระทำที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้ ขณะเดียวกัน ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่นด้วย.

ความคิดมีอิทธิพลสูงสุดต่อการกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจ. บางครั้งอาจคิดชั่ว ถึงขั้นทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการฆ่าตัวตาย ร่างกายก็ยังสามารถตอบสนองความคิดชั่วเช่นนั้นได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดของชีวิต.

ทุกท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า การกระทำต่าง ๆ ทางร่างกายนั้น เกิดมาจากใจ(จิตใจ) จนทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว การกระทำต่าง ๆ จะดีหรือชั่วนั้น เกิดจากใจ".

คำว่า "ใจ จิต จิตใจ" คือ ความรู้สึกนึกคิดและความจำ(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)นั่นเอง แต่เนื่องจาก "ความคิด(สังขาร)" เป็นองค์ประกอบสำคัญของจิตใจที่สามารถรู้เห็นได้ กำกับและควบคุมได้อย่างเห็นได้ชัด จึงใช้คำว่า "ความคิด" แทนข้อความที่ได้กล่าวถึงแล้ว ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติธรรมเพื่อหยุดความคิด(ด้วยการเจริญสมาธิ) และควบคุมความคิด(ด้วยการเจริญสติ)ได้โดยง่าย ตรงประเด็น.

เมื่อไม่คิดอกุศล จิตใจย่อมบริสุทธิ์ผ่องใส

ตามธรรมชาติ ขณะที่สมองของท่านไม่ได้ใช้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำมาประกอบการคิด(ไม่คิดอกุศล)อยู่นั้น จิตใจของท่านย่อมมีความบริสุทธิ์ผ่องใส(จิตประภัสสร=บริสุทธิ์) พร้อมทั้งมีความเบาสบาย(ปีติ) มีความสุขสงบ(ปัสสัทธิ) และไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ.

ถ้าท่านคิดแต่กุศลและทำแต่กุศลด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ก็นับได้ว่า ท่านกำลังทำกุศลตามรูปแบบของบุคคลที่ประเสริฐ(อริยบุคคล) ซึ่งเป็นวิถีชีวิตตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา.

ในขณะที่ร่างกายของท่านไม่ได้เจ็บป่วย แต่จิตใจของท่านกลับมีอาการขุ่นมัวหรือมีความทุกข์ทางจิตใจ ท่านก็สามารถค้นหาสาเหตุได้ด้วยตนเองว่า ส่วนใหญ่มีสาเหตุที่สืบเนื่องมาจากขณะนั้น ท่านกำลังมีความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส(คิดอกุศล)นั่นเอง.

เมื่อคิดอกุศล จิตใจย่อมขุ่นมัวและเกิดความทุกข์ทางจิตใจ

การคิดอกุศลโดยการใช้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำมาประกอบการคิด จะทำให้จิตใจขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส และเกิดความทุกข์ทางจิตใจ เพราะธรรมชาติของสมองมนุษย์เป็นเช่นนั้นเอง.

ครั้นเมื่อมีการคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ความรุนแรงของกิเลสในความคิด ความรู้สึก และความจำก็จะมากขึ้น ทำให้จิตใจขุ่นมัว และความรู้สึกเป็นทุกข์ก็จะมากขึ้นด้วย.

ท่านสามารถสังเกตความรู้สึกในจิตใจของท่านเองว่า เมื่อใดที่ท่านมีการใช้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำมาประกอบการคิด ท่านก็จะมีความทุกข์ทางจิตใจเกิดขึ้น ครั้นท่านคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเพิ่มขึ้นอีก ความทุกข์ทางจิตใจก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน.

ความทุกข์ทางจิตใจจะมากน้อยเพียงใดนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของข้อมูลด้านกิเลสที่เจือปนเข้ามาในความคิด บวกกับการคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้นด้วย.

เพื่อให้ข้อความกระชับ ข้อความที่ว่า "การใช้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำมาประกอบการคิด และมีการคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเพิ่มขึ้นอีก" ย่อเป็น "ความคิดที่เจือปนด้วยข้อมูลด้านกิเลส" หรือ "ความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส" หรือ "การคิดด้วย ข้อมูลด้านกิเลส" หรือ "การคิดด้วยกิเลส" ตามความเหมาะสมของประโยคนั้น ๆ.

ความคิดและการกระทำต่าง ๆ จะถูกสมองจดจำไว้เสมอ

ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ท่านกำลังคิดอยู่นั้น สมองของท่านจะทำหน้าที่ในการจดจำความคิดของท่านไว้เสมอ(สัญญา). ถ้าเป็นความคิดที่ไม่สำคัญ สมองจะจดจำไว้ได้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาทีก็ลืมแล้ว.

ถ้าท่านคิดเรื่องที่สำคัญหรือเรื่องที่มีความรุนแรง เช่น คิดโกรธ สมองของท่านมักจะจดจำความคิดนั้น ๆ ไว้ได้นาน และยิ่งคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จะเกิดการต่อยอด(เพิ่มมากขึ้น)ของความจำและความคิด จนกลายเป็นความคิดพยาบาท จึงทำให้มีการจดจำความโกรธและความพยาบาทไว้ได้นานขึ้น จนยากที่จะลืมเลือนในระยะเวลาสั้น ๆ.

การกระทำที่ประทับใจ เช่น การพูดขอความรักครั้งแรกหรือการทำความดีพิเศษ สมองมักจะจดจำการกระทำนั้น ๆ ไว้ได้นาน และยิ่งมีการคิดทบทวนเรื่องนั้น ๆ เป็นประจำ หรือมีการกระทำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก จะยิ่งจดจำได้นานมากยิ่งขึ้น.

การจดจำข้อมูลด้านกิเลสไว้ในความจำ ก็คือการมีกิเลสหมักดองอยู่ในสันดาน(อาสวะ) ครั้นมีการคิดโดยใช้ข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการคิดอยู่เสมอ จะทำให้เป็นคนมีนิสัยไม่ดี เพราะความคิดและการกระทำต่าง ๆ มักมีกิเลสเจือปน.

การรู้เห็นความคิดของท่านเองเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการฝึกปฏิบัติธรรม

การรู้เห็นความคิดของท่านเองว่า มีกิเลสเจือปน(เป็นอกุศล)หรือไม่ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและจะขาดเรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะความคิดเป็นที่เริ่มต้นของการกระทำต่าง ๆ. ดังนั้น ถ้าท่านสามารถรู้เห็นความคิดอกุศลที่กำลังเกิดขึ้นในจิตใจของท่านได้รวดเร็ว ท่านก็จะสามารถดับความคิดอกุศลได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน. ในชีวิตประจำวัน ท่านมักจะไม่ค่อยรู้เห็นความคิดของท่านเอง ทั้ง ๆ ที่ท่านต้องคิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย เช่น ขณะพูดคุยและขณะรับประทานอาหาร สมองจะทำหน้าที่ในการคิดอย่างรวดเร็วคล้ายอัตโนมัติ เนื่องจากสมองทำงานในเรื่องดังกล่าวอยู่เป็นประจำจนมีความชำนาญ.

ถ้าเป็นเรื่องที่ท่านไม่เคยคิดและไม่เคยทำมาก่อน สมองจะต้องใช้เวลาในการคิดตามสมควร. การคิดเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน จะทำให้ท่านสามารถรู้เห็นความคิดของท่านเองได้โดยง่าย เช่น ขณะที่กำลังค้นหาของที่หายไป ท่านจะรู้เห็นการนึกและการคิดของท่านได้โดยง่าย เพราะขณะค้นหาอยู่นั้น ท่านต้องมีสติในการนึกและคิดอยู่ตลอดเวลา.

ช่วงแรกของการฝึกปฏิบัติธรรม ท่านควรฝึกมีสติในการรู้เห็นความคิด เพราะถ้าท่านไม่รู้เห็นความคิด ท่านก็จะไม่สามารถกำกับและไม่สามารถควบคุมความคิดได้เลย. ครั้นเมื่อท่านฝึกรู้เห็นความคิดไปนาน ๆ เข้า สมองของท่านก็จะทำหน้าที่ในการรู้เห็นความคิดได้เองคล้ายอัตโนมัติ และทำได้อย่างรวดเร็วด้วย เช่นเดียวกันกับการทำกิจวัตรประจำวันที่ง่าย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกตัวว่าต้องมีสติ เพราะสมองได้ทำหน้าที่ด้วยความชำนาญจนคล้ายอัตโนมัติ เนื่องจากสมองได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้ว.

วิธีฝึกรู้เห็นความคิดนั้นง่ายนิดเดียว

วิธีการที่จะฝึกรู้เห็นความคิดนั้นง่ายนิดเดียว เพียงตั้งเจตนา (เห็นชอบและดำริชอบ)ว่า จะรู้เห็นความคิดพร้อมกับตั้งใจ (มีสติชอบ)รู้เห็นความคิดอย่างจริงจัง ท่านก็จะรู้เห็นความคิดทันที เนื่องจากธรรมชาติของสมองจะทำหน้าที่ตามที่ท่านมีเจตนาเสมอ.

ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะเห็นความคิดได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย ซึ่งก็มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือ ต้องอาศัยความเพียร (ความเพียรชอบ) ในการฝึกฝนตนเองให้รู้เห็นความคิดของตนเองอยู่เสมอ จนกลายเป็นนิสัยปกติในการดำเนินชีวิตประจำวัน.

ถ้าท่านไม่ตั้งเจตนาอย่างจริงจัง และไม่ลงมือฝึกมีสติรู้เห็นความคิดของตนเองด้วยความตั้งใจ และด้วยความเพียร ความสามารถในการรู้เห็นความคิดก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะความสามารถที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อท่านลงมือฝึกรู้เห็นความคิดในชีวิตประจำวันเท่านั้น. การฝึกปฏิบัติธรรมในสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรมจึงเปรียบเหมือนการฝึกในสถานศึกษา แต่ในชีวิตจริง ๆ นั้น ท่านควรฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อจะได้พ้นทุกข์ในชีวิตอย่างแท้จริง.

ตอนเริ่มฝึกใหม่ ๆ ท่านอาจจะรู้สึกว่ายาก แต่พอฝึกไปสักระยะเวลาหนึ่ง ท่านก็จะรู้สึกได้เองว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ และสมองของท่านก็จะทำหน้าที่ในการรู้เห็นความคิดได้เองจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน.

วิธีกำกับและควบคุมความคิดของท่านให้บริสุทธิ์ผ่องใส

เมื่อมีความคิดที่เจือปนด้วยข้อมูลด้านกิเลส(คิดอกุศล)เกิดขึ้น จะโดยมีเจตนาคิด(คิดอย่างมีสติ)หรือไม่มีเจตนาคิด(คิดฟุ้งซ่าน)ก็ตาม แล้วท่านรู้เห็นและรู้ทันความคิดนั้น ๆ ว่า ท่านกำลังมีการคิดอกุศลอยู่ ก็ให้ตั้งใจ(มีสติ)หยุดการคิดเรื่องนั้น ๆ ทันที เช่น เมื่อท่านมีเจตนา อย่างจริงจังว่า จะไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น ครั้นเมื่อท่านมีการคิดร้ายต่อผู้อื่น ท่านก็จะรู้เห็นและรู้ทันความคิดนั้น ๆ ได้ในขณะที่ท่านมีสติ และทันทีที่ท่านตั้งใจ(มีสติ) หยุดคิดร้าย ความคิดร้ายก็จะหมดไปทันที ถ้าท่านฝึกสติได้ดีตามสมควร.

ถ้าหากว่า ยังมีการคิดร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านก็ควรมีความเพียรพยายาม ที่จะหยุดการคิดร้ายอย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อทำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้งเข้า ก็จะเป็นผลให้การคิดและความจำด้านคิดร้ายลดลงตามลำดับ จนอาจหมดไปได้ในที่สุด.

ถ้าท่านไม่สามารถมีสติในการรู้เห็นและรู้ทันความคิดของท่านเอง ท่านก็จะไม่สามารถหยุดความคิด กำกับความคิดและควบคุมความคิด ให้เป็นไปตามหลักธรรมคำสอนได้.

เพื่อให้บทความกระชับ ประโยคที่ว่า "รู้เห็นและรู้ทันความคิด" ย่อเป็น "รู้เห็นความคิด" หรือ "รู้เห็น", "ความทุกข์ทางจิตใจ" ย่อเป็น "ความทุกข์", "รู้เห็นความคิด หยุดความคิด กำกับความคิด และควบคุมความคิด" ย่อเป็น "รู้เห็นและควบคุมความคิด", "การกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจ" ย่อเป็น "การกระทำต่าง ๆ", ส่วนมากจะใช้ประโยคว่า "รู้เห็นและควบคุมความคิดรวมทั้งการกระทำต่าง ๆ".

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องของการรู้เห็นและควบคุมความคิดของตนเอง

เมื่อท่านสามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดของท่านไว้ได้เป็นอย่างดี ท่านก็จะสามารถรู้เห็นและควบคุมการกระทำต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย.

วิธีปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นไปที่การมีสติรู้เห็นความคิด พร้อมทั้งควบคุมความคิดไม่ให้มีการคิดด้วยกิเลสอย่างต่อเนื่อง เพราะความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสมักจะทำให้มีการกระทำต่าง ๆ เป็นอกุศล ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ และบางครั้งอาจทำให้เกิดความทุกข์ทางร่างกายที่สืบเนื่องมาจากความทุกข์ทางจิตใจซ้ำเติมขึ้นมาอีกด้วย.

การรู้เห็นและควบคุมความคิดไม่ให้เจือปนด้วยกิเลสได้ดีตามสมควร จะเป็นผลให้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำมีจำนวนลดลง เพราะข้อมูลในความจำที่ไม่ได้ใช้งาน หรือไม่ได้ทบทวนอยู่เสมอ ย่อมจะลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง และการมีข้อมูลด้านกิเลสในความจำ(อาสวะ)น้อยลง ย่อมทำให้โอกาสที่จะคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลสน้อยลงไปตามสัดส่วนด้วย.

การเริ่มต้นของความคิดที่เจือปนด้วยข้อมูลด้านกิเลส

ในยามปกติ เมื่อท่านได้รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางใดทางหนึ่งของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สมองก็จะทำหน้าที่ในการคิด โดยใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในความจำมาประกอบในการคิด และขณะคิดอยู่นั้น ท่านอาจจะมีความรู้สึกพอใจ หรือรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกเฉย ๆ ก็ได้(สัมผัสทางใจหรือผัสสะ) เพราะธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง.

ถ้าความรู้สึกพอใจและไม่พอใจมีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จัดว่าเป็นความรู้สึกปกติที่ทุกคนพึงมี. ในทันทีที่เริ่มมีความคิดปรุงแต่งขึ้นมาและเป็นความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส ความพอใจและไม่พอใจด้วยกิเลสก็จะมีมากขึ้นจนเกินความพอเหมาะพอควร(มิใช่ทางสายกลาง) กลายเป็นความทะยานอยาก(ตัณหา)ที่จะให้เป็นไปตามที่ตนพอใจและไม่พอใจ. เป็นผลให้เกิดความทุกข์มากกว่าระดับปกติขึ้นมาทันที เพราะธรรมชาติของสมองมนุษย์เป็นเช่นนั้นเอง.

เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นมากจนทนไม่ไหว จำเป็นต้องหาทางดับความทุกข์ของตนเอง แต่เพราะไม่มีความรู้ในการดับทุกข์ตามวิธีการของอริยสัจ ๔ จึงทำให้ไม่สามารถดับความทุกข์ได้ถูกวิธี เป็นผลให้มีการดับทุกข์ด้วยการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ครอบครัว สังคม สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว.

การคิดทางวิชาการไม่ทำให้เกิดความสุขหรือความทุกข์

ให้ท่านทดลองตั้งใจคิดทางวิชาการง่าย ๆ โดยมีสติในการคิดเลขในใจ เช่น คิดบวกเลข ๑ + ๑ = ๒, ๒ + ๒ = ๔, ๓ + ๓ = ๖ คิดต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง ๑๐+๑๐ = ๒๐ จะพบว่า ขณะที่ท่านกำลังคิดอยู่นั้น ท่านจะมีสติรู้เห็นความคิดหรือรู้เห็นการคิดคำนวณของท่านเอง และขณะที่ท่านกำลังคิดเลขในใจ(คิดทางวิชาการ) หรือมีสติในการคิดทำนองนี้ โดยไม่เผลอสติไปคิดฟุ้งซ่าน ท่านจะพบกับภาวะที่ไม่มีกิเลสเจือปนเข้ามาในความคิดและไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเกิดขึ้นเลย.

ถ้าท่านเผลอสติไปคิดฟุ้งซ่านเรื่องต่าง ๆ เป็นประจำ จะทำให้ท่านเสียเวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่าน ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ เข้า จะทำให้ท่านมีนิสัยเป็นคนชอบคิดฟุ้งซ่านอยู่เสมอ และอาจจะลุกลามจนกลายเป็นการคิดฟุ้งซ่านที่เจือปนด้วยกิเลสได้โดยง่าย.

ทางสายกลางทำให้ไม่มีความทุกข์

มนุษย์ต้องมีความทุกข์ทางร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอ เช่น เวลาหิวอาหารก็จะมีความทุกข์ทางร่างกายและทางจิตใจบ้างเป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติของร่างกายและจิตใจเป็นเช่นนั้นเอง. ครั้นได้รับประทานอาหารแล้ว ความทุกข์ดังกล่าวก็หมดไปชั่วคราว. ความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์และจัดว่า เป็นทางสายกลางของการดำเนินชีวิตตามปกติ และถ้ามนุษย์ไม่มีความทุกข์เลย ก็จะทำให้ไม่มีแรงผลักดันในการยังชีพ และมนุษย์คงจะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว.

มนุษย์ต้องมีความรู้สึกถูกใจ หรือความพอใจ หรือความชอบใจ หรือความอยาก และมีความรู้สึกในด้านตรงกันข้ามด้วย คือ ไม่ถูกใจ หรือไม่พอใจ หรือไม่ชอบใจ หรือความไม่อยากด้วยกันทั้งนั้น ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ปกติอยู่ เช่น อยากมีสุขภาพดี อยากมีความก้าวหน้าในการงาน ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากตกงาน เป็นต้น.

ความอยากและไม่อยากที่พอเหมาะพอควร จะทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ จัดว่าเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ และเป็นทางสายกลางของการดำเนินชีวิตตามปกติ.

เมื่อมีความอยากและความไม่อยากที่เกินความพอเหมาะพอควร ความทุกข์จะมากขึ้นกว่าระดับปกติทันที. ตัณหาและความทุกข์จะลดลงหรือหมดไป เมื่อท่านได้ศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมตามหลักการและวิธีการในพระพุทธศาสนา.

อริยสัจ ๔ จึงเป็นวิชาการทางธรรม ที่ช่วยให้ท่านที่ศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรม ได้มีการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญา

ทางธรรมในความจำ สำหรับใช้ดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง โดยไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส.

การคิดทางวิชาการร่วมกับการคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์

การคิดทางวิชาการร่วมกับการคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลส จะเป็นเหตุให้ผลงานที่เกิดจากความคิดนั้น ๆ ไม่บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม ไม่มีคุณค่า จึงอาจทำให้เกิดการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ครอบครัว สังคม สัตว์ และสิ่งแวดล้อมได้โดยง่าย ขณะเดียวกันความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นในจิตใจด้วย.

บางท่านใช้ข้อมูลวิชาการด้านธรรมร่วมกับข้อมูลด้านกิเลสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง หมู่คณะ หรือองค์กรที่ตนอยู่ ย่อมทำให้ท่านผู้นั้นมีความทุกข์ และทำให้ผู้ที่ให้การสนับสนุนพลอยมีความทุกข์ไปด้วย ซึ่งเป็นการปฏิบัติตนสวนทางกับหลักการและวิธีการในพระพุทธศาสนา รวมทั้งทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาโดยตรงด้วย.

การที่บางท่านคิดด้วยกิเลสแล้วไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีความทุกข์ ก็เพราะขาดข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำสำหรับใช้วิเคราะห์จิตใจของตนเอง.

การคิดด้วยข้อมูลด้านวิชาการร่วมกับการคิดด้วยข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรม จะทำให้มีการคิดอย่างมีสติ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คิดด้วยกิเลส เป็นการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานที่เกิดขึ้นจะมีความบริสุทธิ์ มีความยุติธรรม มีคุณค่า ยังประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น ครอบครัว สังคม สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน จิตใจก็จะบริสุทธิ์ผ่องใส และไม่มีความทุกข์. การคิดแบบนี้จึงเป็นการคิดตามรูปแบบของบุคคลที่ประเสริฐ(อริยบุคคล)ในพระพุทธศาสนา.

ความคิดที่เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์มี ๒ แบบ

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องของการมีสติในการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมที่มีอยู่ในความจำ คอยรู้เห็น(เฝ้าระวัง)ความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสอยู่ตลอดเวลา เพื่อคอยดับความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสในทันทีที่รู้เห็น(คอยดับสังขารในปฏิจจสมุปบาท).

ความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์มากกว่าระดับปกติ. การจะรู้เห็นความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสได้ดีนั้น ท่านควรศึกษาเรื่องของความคิดที่เป็นสาเหตุของความทุกข์จากจิตใจของท่านเองให้แจ้งชัดเสียก่อน ซึ่งมี ๒ แบบ ดังนี้ :-

แบบที่ ๑. ความคิดฟุ้งซ่านที่เจือปนด้วยกิเลส. การมีสติคอยสังเกตความคิดหรือเฝ้าระวังความคิดของท่านเอง จะทำให้ท่านสามารถรู้เห็นความคิดและพิสูจน์ด้วยตนเองว่า ธรรมชาติของสมองนั้น เมื่อมีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น อาจมีการคิดปรุงแต่งด้วยข้อมูลด้านกิเลส(คิดอกุศล)ที่มีอยู่ในความจำของท่านเอง หรือคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะขณะที่คิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น จะไม่มีสติรู้เห็นและควบคุมความคิด ไม่ให้คิดปรุงแต่งด้วยข้อมูลด้านกิเลส.

ความคิดฟุ้งซ่านด้วยข้อมูลด้านกิเลสเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ในขณะที่ท่านอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่โน้มน้าวหรือกระตุ้นให้ท่านคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลส เช่น ขณะอยู่ในแหล่งอบายมุข หรืออยู่ในกลุ่มคนที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่.

ความฝันหรือภาพนิมิต คือ ความคิดที่เป็นมโนภาพ มักจะเกิดขึ้นในขณะสติอ่อนกำลังลง ซึ่งพบได้ง่ายในช่วงเวลาที่ใกล้จะนอนหลับ หรือช่วงเวลาที่ใกล้จะตื่นนอน หรือขณะที่ง่วงนอนแล้วสติอ่อนกำลังลง หรือขณะที่เผลอสติ หรือขณะที่สมองเหนื่อยล้าจนสติอ่อนกำลังลง ทำให้ไม่สามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดได้ จึงทำให้สมองคิดปรุงแต่งเป็นมโนภาพขึ้นมาได้ง่ายกว่ายามปกติ.

บางท่านอาจมีมโนภาพหรือมีความฝันพร้อมทั้งจดจำไว้ได้เป็นอย่างดี แล้วยังนำเอาความฝันดังกล่าวมาเป็นข้อมูลในการคิดฟุ้งซ่านต่อ หรือเอามาตั้งใจคิดด้วยกิเลส จนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจขึ้นมาอีก เพราะไม่รู้ความจริงว่า ความฝันเป็นเพียงความคิดที่สมองปรุงแต่งขึ้นมาตามธรรมชาติเท่านั้นเอง ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรที่จะต้องจดจำ หรือนำเอามาคิดให้เสียเวลา.

ความฝันที่มีข้อมูลด้านกิเลสเจือปน มักเป็นสาเหตุของความทุกข์ได้เช่นกัน ถึงแม้เป็นเพียงความฝันก็ตาม. บางครั้งเป็นทุกข์ในเรื่องที่กำลังฝัน จนถึงขั้นสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ หรือด้วยความกลัว หรือด้วยความกังวล หรือด้วยความเครียด และบางครั้งยังจดจำเอาข้อมูลจากความฝันไปคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสต่อไปอีกนาน.

ในทำนองเดียวกัน ความคิดที่แสดงออกเป็นจินตนาการ หรือมโนภาพที่เจือปนด้วยกิเลส ก็จัดว่าเป็นกระบวนการของจิตใจที่เจือปนด้วยกิเลสเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)ได้เช่นกัน.

ท่านจะสังเกตเห็นว่า ความฝัน คือ ความคิดฟุ้งซ่านธรรมดานี่เองที่ปรุงแต่งเป็นมโนภาพ ซึ่งมักจะปรุงแต่งในเรื่องที่ท่านมีความผูกพัน หรือวิตกกังวล.

โดยทั่วไป ขณะฝัน ท่านจะไม่สามารถควบคุมความฝันได้ เพราะขณะนั้นสติอ่อนกำลังมาก แต่บางท่านอาจมีความสามารถพิเศษในการควบคุมมโนภาพได้บ้าง ถ้าได้รับการฝึกฝนมามากพอ.

เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วคิดถึงความฝันที่เพิ่งผ่านไป ก็ให้ท่านรีบตักเตือนตนเองว่า "ความฝันเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านธรรมดา ๆ ไม่สมควรที่จะวิตกกังวลแต่ประการใด".

หน้าที่ของท่านคือ ให้ตั้งเจตนา พร้อมทั้งมีความตั้งใจ และมีความเพียรที่จะมีสติทางธรรมอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เผลอสติไปคิดฟุ้งซ่าน แต่ถ้าท่านจะเผลอสติไปคิดฟุ้งซ่านเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง ท่านไม่ควรบีบคั้นตนเองเพื่อไม่ให้มีความคิดฟุ้งซ่านในทุกวินาทีจนกลายเป็นความเครียด ซึ่งไม่ใช่ทางสายกลางของการดำเนินชีวิต.

แบบที่ ๒. ความคิดที่เจตนาคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลส. การมีเจตนาคิดด้วยข้อมูลด้านกิเลส(คิดอกุศล)ที่มีอยู่ในความจำ หรือคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเพิ่มขึ้นมาอีก จะทำให้เกิดการกระทำที่เจือปนด้วยกิเลสได้อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้จิตใจของท่านผู้นั้นขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส และเป็นทุกข์มาก.

การมีเจตนาคิด หรือการมีเจตนาสร้างจินตนาการ หรือการมีเจตนาสร้างมโนภาพที่เจือปนด้วยกิเลสอย่างรุนแรงของผู้ที่มีความรู้สูง หรือผู้ที่มีอำนาจสูง มักจะมีความเลวร้ายและมีความรุนแรงมาก จนถึงขั้นการโกงชาติบ้านเมือง หรือมีการทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้ามในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย.

การฝึกสังเกตความคิดและการกระทำของท่านเองรวมทั้งของคนข้างเคียง จะช่วยทำให้ท่านเข้าใจอิทธิพลของข้อมูลด้านวิชาการ ด้านธรรม ด้านกิเลส ที่มีอยู่ในความจำของสมอง ว่ามีผลต่อการคิดและการกระทำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันโดยตรง.

-------------------------

ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีความคิดเป็นประธาน สำคัญที่ความคิด ย่อมสำเร็จได้ด้วยความคิด ถ้าคนคิดไม่ดี ย่อมพูดไม่ดี และทำไม่ดี หลังจากนั้นความทุกข์ก็ตามมา เหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป". จากหนังสือ อริยสัจ ๔ โดยวศิน อินทสระ หน้า ๑๐๐ โรงพิมพ์มหามกุฎฯ ๒๕๓๕

การตรัสสอนเช่นนี้เป็นเครื่องแสดงว่า การกระทำต่าง ๆ ทางกาย วาจา ใจนั้น เกิดจากความคิด. เมื่อท่านศึกษาจิตใจของตนเอง จะพบว่า ความคิดเป็นหัวหน้าใหญ่ของการกระทำต่าง ๆ คือ เมื่อคิดชั่ว การพูด การกระทำย่อมชั่ว และความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นด้วย.

 

 

Homepage(index)

๓. ความดับทุกข์(นิโรธ)

 

ความดับทุกข์(นิโรธ) คือ ภาวะที่ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ หรือภาวะนิพพานในจิตใจ. การศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาก็เพื่อความดับทุกข์(นิพพาน) ดังนั้น ความดับทุกข์จึงเป็นเป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นได้ในขณะที่ท่านสามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดไม่ให้มีกิเลสเจือปน.

นิพพาน

นิพพาน คือ ภาวะของจิตใจในขณะที่ไม่มีความทุกข์ เพราะขณะนั้นมีการหยุดความคิด หรือมีการคิดแต่เป็นการคิดที่ไม่เจือปนด้วยกิเลส.

ขณะที่จิตใจมีภาวะนิพพานอยู่นั้น จะรู้สึกว่า มีความเบาสบาย(มีปีติ) มีความสงบทางจิตใจ(มีปัสสัทธิ) เพราะเป็นความสุขสงบในขณะที่ภาวะของจิตใจ(ความคิด)มีความบริสุทธิ์ผ่องใส โดยไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน(ไม่มีอามิส)แต่ประการใด เนื่องจากเป็นความสุขสงบที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมที่มีอยู่ในความจำ ทำการหยุดหรือควบคุมความคิดไม่ให้มีกิเลสเจือปน.

ภาวะนิพพานจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการมีและการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำ ทำการหยุดความคิดด้วยการเจริญสมาธิ สลับกับการเจริญสติเพื่อการรู้เห็นและควบคุมความคิด ไม่ให้มีการคิดด้วยกิเลสในชีวิตประจำวัน.

ภาวะนิพพานชั่วคราวในจิตใจเกิดขึ้นได้ในขณะหยุดคิด หรือขณะคิดโดยไม่มีกิเลสเจือปน. การเข้าถึงภาวะนิพพานชั่วคราว จึงไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน แล้วจิตใจจึงจะมีภาวะนิพพาน แต่เป็นเรื่องปกติที่ทุกท่านก็สามารถทำให้เกิดได้ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่จะทำได้มากหรือน้อยเพียงใด. ถ้าท่านสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จิตใจของท่านก็จะมีภาวะนิพพานได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน.

การจะทำให้จิตใจมีภาวะนิพพานได้อย่างสม่ำเสมอนั้น จะต้องมีและใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำ(มีวิชชา) ทำการเจริญสติและเจริญสมาธิสลับกันไปในชีวิตประจำวัน จนสมองของท่านมีความชำนาญในการดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างต่อเนื่อง.

การมีเจตนาที่จะดำเนินชีวิตประจำวันให้ตั้งอยู่ในภาวะของนิพพานเป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเป็นเรื่องของการพึ่งตนเอง โดยการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำของตนเอง เช่นเดียวกับการทำกิจต่าง ๆ ทางโลก ที่ต้องพึ่งตนเอง โดยการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกที่มีอยู่ในความจำ.

การมีสติใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและสติปัญญาทางธรรมควบคู่กันไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงจะสามารถดับความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีที่สุดของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย.

ภาวะนิพพานชั่วคราวและภาวะนิพพานอย่างต่อเนื่อง

ภาวะนิพพานในจิตใจมี ๒ แบบ คือ แบบนิพพานชั่วคราว และแบบนิพพานอย่างต่อเนื่อง.

ในขณะที่ท่านมีสมาธิตั้งมั่น ท่านก็จะสามารถหยุดความคิดได้ชั่วคราว ในทำนองเดียวกัน ขณะที่ท่านมีสติตั้งมั่นในการรู้เห็นและควบคุมความคิดไม่ให้เจือปนด้วยกิเลสได้ชั่วคราวหรือสามารถดับตัณหาได้ชั่วคราว จิตใจของท่านในขณะนั้นก็จะมี "ภาวะนิพพานชั่วคราว".

ถ้าท่านสามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดได้อย่างต่อเนื่องคล้ายอัตโนมัติจนไม่เกิดความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส หรือไม่ให้มีตัณหาอีกเลย จิตใจของท่านก็จะมี "ภาวะนิพพานอย่างต่อเนื่อง" ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ท่านสามารถควบคุมความคิดได้ จนถึงขณะปัจจุบัน.

ภาวะนิพพานที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอิบ ความรื่นรมย์ ความเพลิดเพลิน ความสว่างไสว จึงน่าจะเป็นเรื่องของความคิดปรุงแต่งจนเกิดจินตนาการหรือเกิดมโนภาพไปตามคำบอกเล่า รวมทั้งสร้างมโนภาพขึ้นมาใหม่ด้วย.

ความสุขขณะมีกิเลสเจือปนอยู่ในความคิดไม่ใช่ภาวะนิพพาน

ขณะที่มีความทะยานอยาก(มีตัณหา)ที่จะให้เป็นไปตามความโลภที่เกิดขึ้นในจิตใจ จะทำให้มีความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เพราะธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง.

ครั้นเมื่อได้รับข้อมูลหรือได้เสพข้อมูลที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่สมกับความคิดและความจำด้านความโลภ ก็จะรู้สึกเป็นสุข เพราะขณะนั้นความทุกข์ที่สืบเนื่องจากความโลภกำลังลดลง.

ขณะที่มีความทะยานอยาก(มีตัณหา)ที่จะให้เป็นไปตามความโกรธที่เกิดขึ้นในจิตใจ(มีตัณหา) จะทำให้มีความรู้สึกเป็นทุกข์ทางจิตใจขึ้นมาทันที เพราะธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง. ครั้นเมื่อได้ลงมือกระทำตามความโกรธได้สำเร็จ ก็จะรู้สึกเป็นสุข เพราะขณะนั้นความทุกข์ที่สืบเนื่องมาจากความโกรธกำลังลดลง.

ขณะที่ผู้ใดผู้หนึ่งมีความคิดและความอยากอย่างรุนแรง(มีตัณหา)ที่จะให้เป็นไปตามความหลงเชื่อ(ตามโมหะ)ที่เกิดในจิตใจ จะทำให้ท่านผู้นั้นมีความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เช่น ขณะคิดว่า กำลังจะมีเคราะห์ร้าย และรอการสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อ ก็มักจะรู้สึกเป็นทุกข์ ครั้นเมื่อได้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์เสร็จ ก็มักจะรู้สึกเป็นสุข เพราะขณะนั้น ความทุกข์ที่สืบเนื่องมาจากความวิตกกังวลว่ามีเคราะห์กำลังลดลง. การคิดเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีข้อมูลด้านความหลงเชื่ออยู่ในความจำ และนำข้อมูลความหลงเชื่อมาประกอบการคิด ซึ่งเป็นภาวะของการมีความหลง(มีอวิชชา)ครอบงำจิตใจอยู่.

ความสมหวังตามความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส จะทำให้มีความรู้สึกเป็นสุขชั่วคราวในขณะที่สมหวัง ซึ่งเป็นความสุขปลอม ต่อมาก็จะมีความทุกข์ด้วยอำนาจของกิเลสเช่นเดิมอีก เพราะความสมหวังตามความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสนั้น เป็นการดับความทุกข์เพียงชั่วครั้งชั่วคราว และเป็นการดับทุกข์ที่ปลายเหตุเท่านั้นเอง ส่วนต้นเหตุ คือ ความหลง(อวิชชา)ยังคงมีอยู่อย่างเดิม จึงทำให้ไม่สามารถดับความทุกข์ได้ตรงประเด็น.

แนวทางในการดับอวิชชาเพื่อเข้าถึงภาวะนิพพานชั่วคราวในชีวิตประจำวัน

แนวทางในการเข้าถึงภาวะนิพพานชั่วคราวในชีวิตประจำวันนั้น ท่านจะต้องมีสติในการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำ(เพิ่มวิชชา) พร้อมทั้งใช้ข้อมูลดังกล่าวในการรู้เห็นและควบคุมความคิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความคิดไม่เจือปนด้วยกิเลส.

แนวทางในการเข้าถึงภาวะนิพพานชั่วคราวด้วยสติปัญญาทางธรรมดังกล่าวแล้ว คือ การมีวิชชา.

เมื่อมีวิชชาหรือมีสติปัญญาทางธรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมากขึ้น ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่า ความหลง(อวิชชา)หรือความไม่มีข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมได้ลดลงไปตามสัดส่วนด้วย.

เมื่อดับความหลง(อวิชชา)ได้หมดไม่เหลือเลย ภาวะนิพพานก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน แต่ถ้ายังดับอวิชชาได้ไม่หมดเกลี้ยง ภาวะนิพพานก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สามารถมีภาวะนิพพานชั่วคราวในจิตใจได้.

ควรหลีกเลี่ยงคำว่านิพพาน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงภาวะนิพพานเป็นเรื่องยากมาก ๆ และเป็นของสูง ไม่ควรจะมาพูดคุยกันในหมู่ฆราวาส.

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ท่านควรใช้คำว่า ความดับทุกข์ หรือไม่ทุกข์ หรือหมดทุกข์ แทนคำว่า นิพพาน.

คำว่านิพพานเหมาะที่จะใช้ในวงการของผู้ศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าใจภาวะนิพพานตามหลักธรรมแล้ว. ความดับทุกข์หรือภาวะนิพพานในจิตใจเป็นภาวะที่ไม่มีตัณหาในความคิด ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความดับทุกข์เป็นดังนี้คือ การสำรอกตัณหา ความดับตัณหา การสละตัณหา การบอกคืนตัณหา ความหลุดพ้นจากตัณหา ความไม่มีอาลัยในตัณหาทั้งปวง" ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน.

 

๔. ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์(มรรค)

มรรค คือ ทางปฏิบัติ(วิธีปฏิบัติ)เพื่อให้ถึงความดับทุกข์(นิพพาน) ซึ่งมีองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ อาชีพชอบ เพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ.

การจะปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ ให้ถึงความดับทุกข์ได้นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้มีการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรม(เพิ่มข้อมูลอริยสัจ ๔ หรือวิชชา)ในความจำ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเจริญสมาธิเพื่อการหยุดความคิด สลับกับการเจริญสติเพื่อการรู้เห็นและควบคุมความคิดไม่ให้เจือปนด้วยกิเลสอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย เพื่อให้เกิดภาวะนิพพานในจิตใจอย่างต่อเนื่องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้.

หลักการสำคัญในการดับความทุกข์คือ มีสติในการรู้เห็นและควบคุมความคิด ให้มีความบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง

หลัก การในการดับกิเลสนั้นง่ายและตรงไปตรงมา กล่าวคือ ท่านต้องตั้งเจตนาที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)และความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)ที่ จะเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำของท่านเอง และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเฝ้าระวังความคิด หรือคอยรู้เห็นความคิด หรือคอยรู้ทันความคิดของท่านเองอย่างต่อเนื่อง.

ทันทีที่ท่านมีสติรู้เห็นหรือทราบว่า ความคิดของท่านมีกิเลสเจือปน หรือกำลังจะคิดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิเลส ให้ท่านฝึกหยุดความคิดนั้น ๆ ทันที โดยไม่รั้งรอแม้แต่วินาทีเดียว และไม่ควรมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น.

การฝึกรู้เห็นความคิดและหยุดความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดการเพิ่มพูนข้อมูลด้านการดับกิเลสและกองทุกข์ไว้ในความจำ รวมทั้งฝึกสมองของท่านเองให้สามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดได้อย่างคล่องแคล่วคล้ายอัตโนมัติ ซึ่งจำเป็นจะต้องฝึกเป็นประจำในชีวิตประจำวันตลอดไป.

การฝึกดับความคิดและการกระทำที่เป็นอกุศลเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ท่านควรเพียรฝึกมีสติในการคิดแต่กุศลและทำแต่กุศลให้ถึงพร้อม รวมทั้งรักษาจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์ผ่องใสไว้เสมอ จึงจะเป็นความสมบูรณ์ของการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา(โอวาทปาฏิโมกข์).

เมื่อท่านฝึกดับกิเลสเป็นประจำ ท่านจะมีความชำนาญในการดับกิเลส

เมื่อท่านฝึกดับกิเลสที่เจือปนเข้ามาในความคิดและการกระทำต่าง ๆ เป็นประจำด้วยความตั้งใจมั่น(สัมมาสติและสัมมาสมาธิ) และด้วยความเพียร(สัมมาวายามะ)อย่างจริงจัง สมองของท่านก็จะทำหน้าที่จดจำประสบการณ์ของการมีสติในการเฝ้าระวังความคิด และหยุดยั้งความคิดที่มีกิเลสเจือปนอยู่ตลอดเวลา.

เมื่อท่านฝึกดับกิเลสไปนาน ๆ เข้า สมองของท่านจะจดจำประสบการณ์ดังกล่าวได้มากขึ้น จึงเป็นผลให้สมองสามารถทำหน้าที่ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ท่านมีนิสัยหรือมีพฤติกรรมใหม่ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีคุณธรรม.

บางท่านศึกษาธรรมมามาก ทำให้มีข้อมูลทางทฤษฎีอยู่ในความจำเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันโดยใช้ข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการคิด และไม่ได้ฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน จึงไม่สามารถดับความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสให้หมดไปได้.

บางท่านศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมมามาก แต่ผิดทาง จึงไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ในความจำสำหรับใช้ดับกิเลสและกองทุกข์.

ท่านควรเริ่มต้นด้วยการมีข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ถูกต้องและครบถ้วนตามสมควรอยู่ในความจำ และฝึกใช้ข้อมูลดังกล่าวในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา จึงจะทำให้ท่านมีความชำนาญในการดับกิเลสและกองทุกข์อย่างมีประสิทธิภาพ.

ควรฝึกมีสติอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย

ธรรมชาติของมนุษย์จะไม่มีสติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวินาทีหรือในทุกลมหายใจที่เข้าและออก. ดังนั้น ประโยคที่ว่า การฝึกให้มีสติอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเพียงเป้าหมายของการฝึกปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง ทั้งนี้ ก็เพื่อเร่งรัดให้ท่านฝึกมีความเพียรพยายามที่จะมีสติในการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรม ทำการรู้เห็นและควบคุมความคิดอยู่ตลอดเวลา.

เมื่อท่านฝึกเจริญสติปัญญาทางธรรมไปนาน ๆ เข้า ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำของท่านจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จึงเป็นผลให้สมองของท่านสามารถทำหน้าที่ในการกำกับและควบคุมความคิดให้เป็นไปตามหลักธรรมได้โดยง่าย เช่นเดียวกับการทำกิจง่าย ๆ ที่ทำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน จนสมองของท่านสามารถดำเนินการได้เองคล้ายอัตโนมัติ หรือคล้ายสัญชาตญาณเลยทีเดียว เช่น ในชีวิตประจำวัน เมื่อท่านเดินอย่างมีสติอยู่บ้าง พอไปพบสิ่งกีดขวางแบบง่าย ท่านจะสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างคล่องแคล่วคล้ายอัตโนมัติเหมือนไม่ต้องคิดเลย. ครั้นเมื่อพบสิ่งกีดขวางที่ยาก ท่านอาจจะต้องใช้เวลาในการคิดตามสมควร เพื่อหาทางผ่านสิ่งกีดขวางไปได้โดยปลอดภัย.

ปุถุชนจะสามารถเห็นสิ่งกีดขวางทั่วไปที่เป็นวัตถุและสามารถหลบหลีกได้เป็นอย่างดี แต่มักจะไม่รู้เห็นความคิดที่เป็นอกุศลและไม่สามารถหยุดยั้งความคิดที่เป็นอกุศลได้ทันที เพราะไม่เคยได้รับการฝึกฝนในเรื่องเช่นนี้มาก่อน.

การฝึกเจริญสติปัญญาทางธรรมอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย ก็เพื่อการพัฒนาจิตใจของท่านให้รู้เห็นความคิดที่เป็นอกุศลได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งดับความคิดที่เป็นอกุศลได้ทันท่วงทีจนเป็นนิสัย ทั้งนี้ ก็เพื่อทำให้ท่านมีความทุกข์น้อยลงเหลือวันละไม่กี่วินาที หรือบางวันไม่มีความทุกข์เลย.

เมื่อท่านฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย ถึงแม้จะไม่มีสติอย่างต่อเนื่องในทุกวินาที แต่สมองก็สามารถที่จะทำหน้าที่ในการดับความคิดที่เป็นอกุศลได้อย่างรวดเร็ว เพราะสมองมีความชำนาญหรือมีความเคยชินในการทำหน้าที่ทางธรรมแล้ว เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ท่านจะรู้สึกเบาสบาย มีความสุขสงบ และมีภาวะนิพพานในจิตใจอยู่เป็นนิจ.

ฝึกตั้งเจตนา พร้อมทั้งมีความตั้งใจและความเพียร ในการดับกิเลสและกองทุกข์

ในชีวิตประจำวัน ท่านจะสังเกตว่า การตั้งเจตนานี้เอง เป็นเครื่องมือตามธรรมชาติของสมองในการกำกับและควบคุมสมองให้ทำกิจต่าง ๆ ตามที่ได้มีเจตนาหรือตามที่ได้ดำริเอาไว้ เช่น เมื่อมีเจตนาจะรับประทานอาหาร สมองก็จะสั่งการให้ร่างกายทำหน้าที่เตรียมพร้อมในการรับประทานอาหาร.

การที่สมองสามารถกำกับและควบคุมตัวเองให้เป็นไปตามเจตนานั้น เป็นเรื่องของวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยความจำ ความรู้สึก ความคิด การรับรู้ การเรียนรู้ การฝึกฝนตนเอง ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอด ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน.

หลักการและวิธีการในการฝึกปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่าย ท่านสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ. เรื่องที่ยาก แต่ไม่ยากจนเกินไปคือ การมีความเพียรที่จะฝึกฝนตนเองให้ฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีความต่อเนื่องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้.

เพื่อให้ท่านสามารถฝึกฝนตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านควรศึกษา สังเกต พิสูจน์เรื่องของการตั้งเจตนา การมีความตั้งใจ และความเพียรว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝึกสมองให้รู้เห็นและควบคุมความคิดของท่านได้อย่างไร ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ :-

ความเจตนา(ความเห็นชอบและดำริชอบ) ในที่นี้หมายถึงการตั้งเจตนาอย่างจริงจัง ที่จะทำกิจตามหลักธรรมให้สำเร็จ ซึ่งเกิดขึ้นสืบต่อจากการมีความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)ที่จะศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำและใช้ข้อมูลดังกล่าว ทำการดับกิเลสและกองทุกข์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง.

ในยุคปัจจุบัน คำว่า "ความเจตนา" มีความหมายที่ชัดเจน หนักแน่น จริงจัง และตรงประเด็นมากกว่าคำว่า "ความดำริ" ดังนั้น ในที่นี้จึงใช้คำว่า "เจตนา" แทนคำว่า "ดำริ" เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ท่านผู้อ่านตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งเจตนา.

ถ้าท่านไม่มีเจตนาในการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง สมองก็จะไม่กำกับและควบคุมให้ท่านศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง. ดังนั้น การตั้งเจตนาจึงนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องกำหนดขึ้น เพื่อให้สมองทำหน้าที่ตามที่ท่านมีความประสงค์ เพราะธรรมชาติของสมองเป็นเช่นนั้นเอง.

คนสมัยก่อนใช้คำว่า "อธิษฐานจิต" ซึ่งมีความไพเราะและดูศักดิ์สิทธิ์ เช่น ตั้งสัจจะอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูป หรือหลังการสวดมนต์ หรือหลังการทำบุญ หรือหลังศาสนพิธี ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการตั้งเจตนาอย่างจริงจังนั่นเอง.

โดยหลักการแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องรอวันเวลาและสถานที่ในการอธิษฐานจิตเลย เพราะท่านสามารถมีเจตนาสั่งสอนตนเอง หรือตักเตือนตนเองได้วันละหลาย ๆ ครั้งด้วยความจริงใจและจริงจัง แต่ไม่ควรบ่อยครั้งเกินไปจนกลายเป็นความเฝือ หรือไม่ควรน้อยเกินไปจนไม่เกิดผล ควรตั้งอยู่ในความพอเหมาะพอควรเช่นกัน. การสอนและตักเตือนตนเองจะช่วยให้ท่านมีข้อมูลความเจตนาอยู่ในความจำมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการพึ่งตนเองที่เรียบง่ายและได้ผลดีมาก.

ความตั้งใจ(ความมีสติชอบ) ในที่นี้หมายถึงการมีจิตใจจดจ่อหรือการมีสติตั้งมั่นในการศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำและใช้ข้อมูลดังกล่าว ในการดับกิเลสและกองทุกข์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้มีความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสและไม่ให้เผลอสติไปคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ.

การที่ท่านมีความตั้งใจอย่างจริงจัง(มีสติชอบ)ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นี้เอง จึงทำให้ท่านมีสติสัมปชัญญะในการรู้เห็นและควบคุมความคิดรวมทั้งการกระทำต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมได้เป็นอย่างดี เป็นผลให้เกิดการคิดและการกระทำกิจต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ มีความยุติธรรม และมีคุณค่า.

ถ้าท่านไม่มีความตั้งใจอย่างจริงจัง(ไม่มีสัมมาสติ) จะเป็นผลให้ท่านไม่สามารถรู้เห็นและควบคุมความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเกิดการคิดฟุ้งซ่านได้บ่อยหรือนาน.

เมื่อมีการคิดฟุ้งซ่านบ่อยเข้า ข้อมูลด้านความคิดฟุ้งซ่านในความจำก็จะมีมากขึ้น จนกลายเป็นคนชอบคิดฟุ้งซ่าน ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านการมีสติปัญญาทางธรรมในความจำก็มักจะลดลง เป็นผลให้ความสามารถในการรู้เห็นและควบคุมความคิดลดลงไปด้วย.

การตั้งเจตนาว่า จะศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรม แต่ยังไม่มีความจริงใจ จึงทำให้ไม่มีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำให้เป็นไปตามเจตนาดังกล่าว เป็นผลให้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ควรจะเป็น.

ความเพียร(ความเพียรชอบ) ในที่นี้หมายถึงการมีความพยายามอย่างจริงจัง ที่จะศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องด้วยความตั้งใจตามที่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้.

ความยากของการปฏิบัติธรรม คือ ทำอย่างไรจึงจะมีความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน. การมีความเพียรที่ยังไม่ดีพอ ก็เพราะสมองยังมีข้อมูลของความเพียรในด้านการปฏิบัติธรรมอยู่ในความจำน้อย เนื่องจากมีการฝึกฝนด้านความเพียรน้อยนั่นเอง.

วิธีที่จะทำให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่องนั้น ท่านควรฝึกตั้งเจตนาว่า จะมีความเพียรในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งหมั่นฝึกฝน หมั่นประเมินผล และคอยตักเตือนตนเองอยู่เสมอว่า "ต้องมีความเพียร ต้องมีความเพียร........".

เมื่อท่านฝึกมีความเพียรในการศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมไปนาน ๆ เข้า สมองจะมีข้อมูลด้านความเพียรทางธรรมในความจำมากขึ้น จนทำให้ท่านมีนิสัยของการมีความเพียรที่จะศึกษาธรรม พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่งผลให้ท่านมีความสามารถในการดับกิเลสและกองทุกข์ได้มากขึ้น.

ขอเน้นว่า การตั้งเจตนา พร้อมทั้งมีความตั้งใจ และความเพียร ที่จะศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อการดับกิเลสและกองทุกข์ตามอริยสัจ ๔ เช่นนี้ เป็นกลวิธีที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับใช้ในการกำกับและควบคุมสมองของท่านเองให้ทำกิจต่าง ๆ ตามที่ท่านได้ตั้งเจตนาไว้อย่างมีประสิทธิภาพ.

การรู้เห็นและดับความคิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ท่านต้องฝึกฝนเป็นประจำ

การรู้เห็นความคิดเป็นเรื่องที่ยากกว่าการรู้เห็นและรู้ทันการกระทำทางร่างกายและคำพูด เพราะการรู้เห็นความคิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะเดียวกัน ธรรมชาติของความคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว จนสังเกตหรือรู้เห็นได้ยาก ถ้าไม่มีการตั้งเจตนา ไม่มีความตั้งใจ และไม่มีความเพียร หรือไม่มีประสบการณ์ในการรู้เห็นความคิด แต่จะเป็นเรื่องง่าย ๆ คล้ายอัตโนมัติ ถ้าได้มีการฝึกรู้เห็นและดับความคิดที่เป็นอกุศลเป็นประจำ.

วิธีดับความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสนั้นมีวิธีการที่ง่ายมาก กล่าวคือ เมื่อท่านมีสติรู้เห็นความคิดว่า มีกิเลสเจือปน ให้ท่านตั้งใจมั่นว่า จะไม่คิดต่อไป ความคิดดังกล่าวก็จะดับ(หมดไป)ทันที. เมื่อมีการคิดอย่างเดิมอีก ก็ให้ท่านมีความเพียรที่จะฝึกอย่างเดิมอีก เพื่อที่จะไม่ให้มีการคิดด้วยกิเลสตลอดไป.

เมื่อท่านฝึกปฏิบัติธรรมเช่นดังกล่าวแล้วไปสักระยะหนึ่ง ท่านจะพบกับความก้าวหน้าคือ พอเริ่มคิดถึงเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดความทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ทันที่จะคิดด้วยกิเลส ท่านก็จะรู้เห็นความคิดและสามารถดับความคิดในเรื่องนั้น ๆ ได้ทันที เช่น เมื่อท่านคิดถึงคนที่ท่านเคยโกรธ ท่านก็รู้เห็นความคิดดังกล่าว พร้อมกับเลิกคิดเรื่องนั้น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสในขั้นต่อไป.

ควรฝึกลดหรือดับข้อมูลด้านกิเลสในความจำ

เมื่อท่านมีเจตนาคิดด้วยกิเลส หรือมีการคิดฟุ้งซ่านด้วยกิเลส จะทำให้สมองของท่านมีการตื่นตัวที่จะคิดทบทวนข้อมูลด้านกิเลสที่มีอยู่ในความจำ เป็นผลให้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำยังคงมีอยู่หรือมีมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก. การทำงานของสมองเช่นนี้ มีลักษณะเหมือนการทบทวนบทเรียนหรือการทำแบบฝึกหัด เพื่อทำให้ข้อมูลวิชานั้น ๆ ยังคงมีอยู่ในความจำ หรือเพิ่มพูนมากขึ้น.

การไม่ใช้ข้อมูลด้านกิเลสเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาประกอบการคิด จะทำให้ไม่มีการทบทวนข้อมูลด้านกิเลสเรื่องนั้น ๆ ในความจำ เป็นผลให้ข้อมูลด้านกิเลสในความจำของเรื่องนั้น ๆ ลดลงตามธรรมชาติของสมอง และบางเรื่องอาจหมดไปได้ในที่สุด เช่นเดียวกันกับการที่ท่านลืมเรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อท่านไม่ได้คิดทบทวนเรื่องนั้น ๆ อยู่เสมอ.

การจะลบข้อมูลด้านกิเลสในความจำให้หมดสิ้นภายในเวลาวันเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะธรรมชาติของสมองในเรื่องของการจางหายของข้อมูลในความจำนั้น ต้องใช้เวลานาน.

ยิ่งมีการจดจำข้อมูลด้านกิเลสไว้มาก จำไว้นานและมีการ คิดทบทวนไว้เสมอ ยิ่งจำเป็นจะต้องใช้เวลานานมากขึ้น อาจเป็นแรมปี หรือชั่วชีวิตกันเลยทีเดียว จึงจะสามารถลดข้อมูลดังกล่าวได้เป็นจำนวนมาก.

โดยหลักการแล้ว ถ้าท่านสามารถดับความคิดที่เจือปนด้วยกิเลส(ดับสังขารในปฏิจจสมุปบาท)ได้หมดอย่างต่อเนื่องตามสมควร ท่านก็จะสามารถลดหรือดับข้อมูลด้านกิเลสในความจำให้หมดไปตามวันเวลาที่ผ่านไปได้ตามสมควรเช่นกัน.

ประเด็นสำคัญคือ การจดจำข้อมูลด้านกิเลสนั้น มักจะจดจำได้ง่ายและนาน แต่การจะลบข้อมูลด้านกิเลสในความจำนั้น จะทำได้ยากและใช้เวลานานมาก. ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ท่านควรเพียรพยายามที่จะไม่คิดด้วยข้อมูลด้านกิเลสแม้แต่วินาทีเดียว.

ควรใช้สติปัญญาทางโลกและสติปัญญาทางธรรมควบคู่กันไปจึงจะประสบความสำเร็จ

การจะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพตามแบบของบุคคลที่ประเสริฐนั้น จะต้องใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและสติปัญญา ทางธรรมที่มีอยู่ในความจำของท่าน ควบคู่กันไปในชีวิตประจำวัน.

ถ้าท่านใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจำวัน ท่านจะสามารถดับความทุกข์ทางร่างกายได้ แต่ไม่สามารถดับความทุกข์ทางจิตใจของตนเองได้ จึงอาจก่อให้เกิดการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สังคม สัตว์ สิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในการแก้ปัญหาความทุกข์ทางจิตใจของตนเอง.

ถ้าท่านใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมเพียงอย่างเดียวในชีวิตประจำวัน ท่านจะสามารถดับกิเลสและความทุกข์ทางจิตใจของตนเองได้ แต่อาจมีความทุกข์ทางร่างกาย เพราะไม่มีการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกในการแก้ปัญหาความทุกข์ทางร่างกายของตนเอง.

การคิด การพิจารณาแก้ปัญหา และการทำกิจต่าง ๆ โดยการใช้ข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและสติปัญญาทางธรรมที่มีอยู่ในความจำควบคู่กันไปในชีวิตประจำวัน จะทำให้ท่านสามารถดับความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น จนทำให้ความคิดของท่านอยู่ห่างไกลจากกิเลสและกองทุกข์ได้มากขึ้น และประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อม ๆ กัน ตามสมควรกับเหตุปัจจัย.

การฝึกเจริญสติปัญญาทางธรรมควรเริ่มฝึกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

การศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางธรรมที่น้อยเกินไป อาจทำให้ผู้จบการศึกษาขาดคุณธรรมในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิต จึงเป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัว ถึงขั้นเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งมีความทุกข์ได้โดยไม่รู้ตัวด้วย.

การศึกษาเล่าเรียนด้านวิชาการทางโลกและวิชาการทางธรรมจึงจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบการศึกษา เพื่อช่วยให้ผู้ศึกษาเล่าเรียนมีข้อมูลในเรื่องอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตั้งแต่อายุยังน้อย จนสามารถฝึกดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพตามแบบอย่างของบุคคลที่ประเสริฐ(อริยบุคคล) ด้วยการมีและการใช้ความรู้คู่คุณธรรมอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน.

การบริหารจัดการและการให้บริการด้านการศึกษาเพื่อให้เกิดการเพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำของเด็กนักเรียน นักศึกษาและนิสิตนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำมาก ซึ่งต้องการความจริงใจ ความจริงจัง และความเร่งด่วนจากทุกฝ่ายที่รับผิดชอบ.

การ ปล่อยให้สมองของเด็กนักเรียน นักศึกษา และนิสิตจดจำข้อมูลด้านกิเลสไว้เป็นเวลานานและเป็นจำนวนมาก จะเป็นผลให้เด็กนักเรียน นักศึกษาและนิสิตไม่มีความสนใจหรือไม่พอใจที่จะศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม อย่างจริงจัง เพราะข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมมักจะขัดแย้งกับข้อมูลด้านกิเลสที่ฝังแน่น (หมักดอง)อยู่ในความจำเรียบร้อยไปก่อนหน้านั้นแล้ว(อาสวะ).

ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรที่สามารถดับความทุกข์ได้อย่างจริงจัง

ความสามารถในการดับกิเลสและความทุกข์ต้องอาศัยข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่มีอยู่ในความจำของท่านเอง เช่นเดียวกันกับความรู้และความสามารถทางโลก(วิชาการ)ของท่าน ซึ่งเกิดขึ้นจากการศึกษาเล่าเรียนและประสบการณ์ชีวิต.

วิธีการที่พระพุทธเจ้าช่วยให้ผู้อื่นดับกิเลสและความทุกข์ได้คือ ทรงตรัสสอนเรื่องอริยสัจ ๔ และทรงฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ ให้กับผู้สมัครใจที่จะศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมเท่านั้น นั่นก็คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการดับความทุกข์อย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา.

ความคาดหวังที่จะดับความทุกข์โดยขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ช่วยเหลือนั้น เป็นเรื่องของความเชื่อที่สืบต่อกันมาในสังคมไทย และเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับหลักการและวิธีการในพระพุทธศาสนา(มีความหลงหรือมีอวิชชา) เพราะพระพุทธศาสนามุ่งเน้นไปที่เรื่องของการพัฒนาสติปัญญาทางธรรม(เพิ่มวิชชา) เพื่อการดับความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔(ดับอวิชชา) และดับความคิดที่เจือปนด้วยข้อมูลด้านกิเลส(ดับสังขารในปฏิจจสมุปบาท)ให้หมดสิ้น.

ดังนั้น จึงไม่มีพลังจิตใด ๆ และไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ในโลกนี้หรือนอกโลกนี้ ที่จะทำให้ท่านมีความรู้ความสามารถในการดับกิเลสและกองทุกข์ได้โดยไม่ต้องศึกษาธรรมและไม่ต้องฝึกปฏิบัติธรรม หรือมาช่วยดลบันดาลให้ความคิด(จิตใจ)ของท่านบริสุทธิ์ผ่องใสได้เลย.

การดับความทุกข์ต้องพึ่งสติปัญญาของตนเอง

ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถดับความคิดที่เจือปนด้วยกิเลสแทนกันได้เลย แม้กระทั่งในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อทำการเผยแพร่หลักการและวิธีการต่าง ๆ ในการดับกิเลสและกองทุกข์ตามอริยสัจ ๔ ให้กับผู้ที่สนใจจะศึกษาธรรมและฝึกปฏิบัติธรรมด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นลักษณะของการถ่ายทอดข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจำของพระพุทธเจ้าไปให้ผู้อื่น ซึ่งไม่ต่างกับการศึกษาเล่าเรียนทั่วไป.

การจะดับความทุกข์ทางจิตใจของท่านได้เองนั้น จำเป็นจะต้องพึ่งข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมที่มีอยู่ในความจำของ

ท่านเอง นั่นคือการที่จะต้องศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เพื่อให้มีข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมอยู่ในความจำ พร้อมทั้งนำเอาความรู้และความสามารถทางธรรมที่เกิดขึ้น มาใช้ในการรู้เห็นและควบคุมความคิดรวมทั้งการกระทำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา.

-------------------------

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "มนุษย์มากมายแท้ ถูกภัยคุมคามเข้าแล้ว พากันยึดเอา ภูเขาบ้าง ป่าบ้าง สวนและต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บ้างเป็นที่พึ่ง สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นที่พึ่งอันเกษมได้เลย นั้นไม่ใช่สรณะอันอุดม คนยึดเอาสรณะอย่างนั้น จะพ้นไปจากสรรพทุกข์หาได้ไม่"

ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มองเห็นด้วยปัญญาโดยถ่องแท้ซึ่งทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ นี่แหละคือสรณะอันเกษม นี่คือสรณะอันอุดม คนถึงสรณะอย่างนี้แล้ว ย่อมปลอดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง" จากหนังสือพุทธธรรม โดยพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า ๙๑๑ โรงพิมพ์มหาจุฬาฯ ๒๕๔๒